วางแผนทางการเงินแบบเด็กๆ

18/11/2014 4:20 PM บันทึกทั่วไป 1,371 views

 

          หลายคนฝันอยากมีเงินเก็บแต่ก็เก็บไม่ได้สักที ผมก็เช่นกัน ลองผิดลองถูกมาหลายก็ทำไม่ได้ ฟังคนโน้นบ้าง ทำตามคนนี้บ้าง เพราะการใช้ชีวิตของเราไม่เหมือนกันจะเอาวิธีเค้ามาใช้ก็คงจะไม่เห็นผล

         หลังจากเรียนจบแล้วคงไม่ได้ขอเงินจากทางบ้าน  แล้วเราจะบริหารจัดการกับเงินที่เรามาได้ยังไงหละ ตอนเรียนอาจารย์ก็ไม่ได้สอนว่าต้องทำอย่างนั่น อย่างนี้ ตอนจบก็ไม่มีใครบอก คิดว่าการพูดเรื่องการวางแผนการเงินน่าจะสำคัญไม่แพ้อย่างอื่นที่เด็กจบใหม่ควรจะรู้

           พอทำงานยิ่งไม่มีใครสนใจมานั่งบอก ไปลองหาหนังสือเกี่ยวกับการเงินมาอ่านเค้าก็ไม่ได้เขียนไว้วางจะวางแผนยังไง มีแต่ให้นำไปลงทุนกองทุนนั่น กองทุนนี้ พูดเรื่องบัตรเครดิต การซื้อบ้าน ซื้อรถยนต์ ผมว่าสิ่งเหล่านั่นจะเกิดขึ้นได้เราต้องเริ่มจากการวางแผนการเงินของเราก่อน ทำให้เกิดเป็นนิสัย

           โชคดีที่ทำงานเห็นความสำคัญของบุคลากรเกี่ยวกับการเงินเลยจัดอบรมเรื่องการออมเงินเบื้องต้น แต่ก็ไม่ได้ลึกอะไรมาก ซึ่งผมก็สนใจเรื่องนี้มาสักพักแล้ว พอได้เข้าอบรวมก็สนุกยิ่งขึ้น เนื้อหาด้านล่างนี้เขียนจากวิธีที่ได้ทำอยู่ปัจจุบันอ่านมาจากวิธีคนอื่นบ้าง แต่ส่วนมากจะคิดเอง

  • แบ่งสัดส่วนเงินเดือนและรายได้

    เงินเดือนที่ได้มาผมแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ

    • รายจ่ายประจำ (60%) เช่น ค่าหอ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ของใช่ส่วนตัว อื่นๆ สำหรับคนมีหนี้หรือผ่อนอะไรมาก็รวมไว้ในรายจ่ายประจำได้เลยว่าแต่ละเดือนต้องผ่อนจ่ายอะไรบาง
    • ฝากไว้ยามฉุกเฉิน (30%) เพราะแต่ละเดือนไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบาง เช่น อาจมีรายจ่ายเพิ่มเติมเข้ามา หรือเกิดมือถือพังต้องเสียค่าซ่อม
    • ฝากประจำ (10%) ส่วนนี้จะหักไว้ตั้งแต่ที่เงินเดือนเข้าก่อนจะนำไปใช้อาจจะเก็บมากกว่า 10% ก็ได้ถ้ามีเงินเดือนมากพอเหลือเก็บ ในส่วนนี้จะฝากแบบไม่ถอนมาใช้เลย
    • ส่งให้พ่อแม่ ตอบแทนผู้มีพระคุณ  พ่อแม่ให้เงินเราตั้งเท่าไหร่พอหาเงินได้ก็ควรตอบแทนท่านบ้างอาจจะไม่มากมายแต่เชื่อว่าถ้าเราให้ท่าน ท่านก็มีความสุขส่วนตัวเองก็มีความสุขด้วย

costs

  • บัญชีเงินฝากหลายบัญชี

    เมื่อเราเป็นเงินรายได้ออกเป็นสัดส่วนแล้วก็จะต้องแบ่งฝากบัญชีที่ต่างกันด้วยเพราะถ้าฝากไว้บัญชีเดียวกันก็จะกดมาใช้เพลินไม่รู้ว่าส่วนไหนเก็บไว้ทำอะไร บัญชีเงินฝากอาจจะมีเท่ากับสัดส่วนการใช้หรืออาจจะมีมากกว่านั้นก็ได้แต่อย่างน้อยควรจะมี 3 บัญชี

    • บัญชีเงินฝากทั่วไป สำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน (กดง่ายจ่ายสะดวก) บัญชีนี้ก็คือ 60% ทีไ่ด้แบ่งไว้อาจจะเป็นบัญชีออมทรัพย์ทั่วไปไม่ต้องมีดอกเบี้ยสูงเพราะเงินต้องเข้าออกตลอดและควรมีบัตร ATM ไว้ด้วยจะใช้ก็สะดวก
    • บัญชีเงินฝากฉุกเฉิน ไม่ควรทำบัตร ATM มีแต่สมุดบัญชีไว้ดูยอดก็พอ เป็นส่วนนี้จะใช้ก็ต่อเมื่อมีเหตุจำเป็นจริงๆ อาจจะให้เงินเดือนโอนเข้าบัญชีนี้และกดไปฝากประจำกับใช้จ่ายทั่วไปอีกที
    • บัญชีเงินฝากประจำ ไม่ควรทำบัตร ATM อย่างยิ่ง ในบัญชีนี้ก็จะนำเงินส่วนที่หัก 10% สำหรับการออมระยะยาวอย่าน้อย 12 เดือน ควรเลือกธนาคารที่มีดอกเบี้ยสูง อย่างน้อย 3% เพราะจะเท่ากับอัตราเงินเฟ้อ

bookbank

  • แบ่งสัดส่วนกองทุนและเงินฝาก

    หลังจากแบ่งเงินรายได้เป็นสัดส่วนแล้วเพื่อให้เงินที่เราเก็บนั้นเกิดประโยชน์ ก็ไม่ได้ฝากเงินนั่นไว้ในบัญชีออมทรัพย์เฉยๆ เพราะมันได้ดอกเบี้ยน้อยมาก อัตราเงินเฟ้อยังสูงกว่าดอกเบี้ยสะอีก เลยนำเงินไปลงทุนเล็กน้อย เป็นส่วนๆ เพื่อกระจายความเสียง

    • กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ส่วนนี้ยอมให้หักตั้งแต่เงินเดือนเข้า 3% แล้วที่ทำงานบวกเพิ่มให้อีก 3% สะสมจะกว่าอายุครบ 55 ปีจะได้คืนเป็นการวางแผนระยะยาว
    • เงินฝากประจำ อย่างที่บอกไปว่าเงินฝากออมทรัพย์ได้ดอกเบี้ยน้อยนิด เคยฝากของธนาคารแห่งหนึ่งได้ 2% ต่อปี ยังไม่เท่าอัตราเงินเฟ้อที่ประมาณ 3% เลยเปลี่ยนมาฝากประจำอย่งน้อย 12 เดือนจะได้ดอกเบี้ยสูงกว่า
    • กองทุนรวม ส่วนนีก็ยอมให้หักจากเงินเดือน 4% เป็นกองทุนสหกรณ์ออมทรัพย์ได้เงินปันผลเป็นรายปีไม่สามารถถอนได้ สำหรับคนที่ไม่มีเวลาติดตามผลที่ลงทุนไปเพราะกองทุนรวมจะมีผู้ดูแลเงินลงทุนให้
    • อันนี้แถมเล่นแชร์ก็ดีนะครับถ้าไม่ร้อนเงิน เพราะได้ดอกเยอะมากเมื่อเทียบกับเอาเงินไปฝากไว้เฉยๆ สมมติว่าเล่น 10 มือ 1 ปีได้ 10,000 บาท ดอกขั้นต่ำคนละ 150 บาท ถ้ารอเป็นคนสุดท้ายก็จะได้ดอกไม่ตำกว่า 1,500 บาท  แต่…….ควรจะเลือกวงที่มีความน่าเชื่อถือ ว่าเค้าจะไม่หนีไปก่อน หรือเราไม่ร้อนเงินและเอามาใช้ก่อนนะครับ 55
  • ออมวันละ 20 บาท

    วิธีนี้ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ได้ผลเช่นกัน เพราะแต่ละวันในกระเป๋าสตางค์ของคนธรรมดาอย่างเราๆ ก็ต้องมีแบงค์ 20  กับเศษเหรียญอยู่แล้วลองหยิบสักใบหยอดกระปุกก็ไม่ทำให้เรารู้สึกว่าเงินหายไปไหน ยิ่งใครที่ไม่ชอบพกเหรียญจะยิ่งดีเลยพอกลับถึงบ้านก็เก็บเศษเหรียญใสประปุกให้หมด เพียงวันละ 20 บาทเดือนนึงก็ได้ 600 บาท รวมเหรียญแล้วไม่ต่ำกว่า 1000 บาทแน่นอน คอนเฟิร์มมมม

  • หารายได้เสริม

    ปัจจุบันเงินที่ได้จากอาชีพหลักอย่างเดียวคนไม่พอใช้ เพราะมีค่าโน้น ค่านี้เยอะแยะมากมายให้ปวดหัว การมีรายได้เสริมจากช่องทางอื่นก็ช่วยให้เรามีกินมีใช้ เพิ่มขึ้นแต่ทั้งนีี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าขยันและความสามารถของเราด้วย เช่น สอนพิเศษ ของของออนไลน์ อื่นๆ เมื่อได้มาก็แบ่งเช่นเดิมครับ ตามสัดส่วนที่ต้องการ เช่น

    • สัดส่วน 70:30 ใช้  70% ทั่วไปซื้อของที่อยากได้ ให้ความสุขกับตัวเองบ้าง 30% ออมไว้กับบัญชีเงินฝากฉุกเฉินหรือบัญชีเงินฝากประจำ
    • สัดส่วน 50:50 ถ้าไม่ค่อยได้ซื้อะไรหรือยังไม่อยากได้อะไรก็แบ่งครึ่งเก็บไว้ก่อนเมื่อไหร่อยากได้ก็ค่อยเบิกมาซื้อ
    • ฝากหมดเลยก็จะดีมาก จะได้มีเงินเก็บเยอะๆ ครับ 555
  • วางแผนทางการเงินเพื่อต่อยอด

    ตอนแรกไม่ได้สนใจเรื่องวางแผนทางการเงินครับ สนใจเรื่องหุ้น การลงทุนมากกว่า แต่พอไปศึกษาข้อมูลการเล่นหุ้นแล้วไม่เข้าใจสักเท่าไหร่ จะอธิบายโดยใช้ศัพท์ที่เข้าใจยาก อาจจะเป็นเพราะเราไม่มีพื้นฐานมาก่อน ที่สำคัญจะเอาเงินที่ไหนเยอะขนาดนั้นไปลงทุนแล้วจะบริหารเงินยังไง  จึงเริ่มจากสิ่งที่คิดว่าเป็นพื้นฐานก่อนก็คือการวางแผนการเงิน ถ้าเราสามารถบริการจัดการเงินได้ก็น่าจะนำไปต่อยอดในการลงทุนหรือทำสิ่งอื่นต่อไป

  • Passive Income & Active Income

    เมื่อเราหาเงินมาได้ก็อยากแล้วเก็บไปฝากไว้ธนาคาร ฝากแบบนี้ทุกเดือนสะสมไว้ ฝันว่าสักวันจะมีเงินเก็บเยอะๆ แต่จะดีกว่าไหมถ้าเราอยู่เฉยๆ แล้วมีเงินมาใช้  มาคิดอีกที เห้ยยย มันมีด้วยด้วยหรออยู่เฉยๆ แล้วมีตังใช้ ก็ลองหาอ่านไปเรื่อยๆ ว่าเค้าทำยังไงกัน จนมาเจอคำว่า Passive Income เลยศึกษาข้อมูลอยู่พักนึงก็เจออีกคำที่คู่กับคือ Active Income มาดูกันมามันต่างกันยังไง

    • Active Income เป็นรายได้จากการทำงานของเรา ใครมีความสามารถเยอะ ขยัน เก่ง ประสบการณ์สูงก็จะได้เงินส่วนนี้เยอะ แต่ถ้าวันไหนไม่มีงานทำแล้วก็ไม่มีเงิน
    • Passive Income คือรายได้ส่วนที่ไม่ต้องทำงาน อยู่เฉยๆ ไม่มีงานก็มีเงินเข้ามา เช่น ลงทุนในหุ้น ลงทุนในสินทรัพย์ ธุรกิจเครือข่าย เงินปันผลต่างๆ

    การทำงานปกติถ้าอยากมีเงินเพิ่มขึ้นเราก็ต้องเพิ่มความสามารถ พัฒนาตัวเอง ทำงานในตำแหน่งที่สูงขึ้นก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้น หรือถ้าขยันทำหลายอย่างก็ได้เพิ่มเช่นกัน แต่ถ้าอยากอยู่เฉยๆ มีเงินเข้ามาก็ต้องไปลงทุน ซึ่งเงินที่จะได้มาคงไม่พอใช้ในแต่หละเดือนแน่ๆ เพราะคนธรรมดาอย่างเราจะเอาเงินเป็นแสนๆ ที่ไหนลงทุนให้ได้ผลตอบแทนเยอะขนาดนั้น 55555

    ฉะนั้นสิ่งที่เราจะทำได้คือ ทำทั้งสองอย่างควบคู่กันไปส่วนของ Active Income ก็ทำงานประจำ พัฒนาตัวเอง ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติ่มเมื่อมีประสบการณ์และก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้น ส่วนของ Passive Income ก็แบ่งเงินส่วนที่ได้มาจากรายได้ออมไว้ อาจจะฝากประจำที่ได้ดอกเบี้ยสูงหรือลงทุนกองทุนต่างๆ เริ่มจากน้อยอาจจะยังไม่ได้ผลตอบแทนมาก แต่เดี่ยวนานไปก็คงจะเพิ่มขึ้้น ซึ่งเป็นช่วยสร้างรายได้ให้เราอีกทางนึงครับ

    passive-income

  • ข้อคิดเล็กๆ

    • ที่ไม่ควรลงทุนหรือฝากระยะยาวมาก เพราะเป็นวัยรุ่นยังใจร้อนเลือกการฝากอย่างน้อย 1 ปี ก่อน พอทำได้สำเร็จค่อยเพิ่มระยะเวลา
    • เรากระจ่ายความเสี่ยงจากเงินฝากไว้หลายๆ ที่ทั้งออมทรัพย์ ฝากประจำ กองทุน ไม่ควรฝากไว้ที่เดียวเพราะถ้าแหล่งใดแหล่งหนึ่งมีปัญหาก็ยังมีส่วนอื่นสำรอง

 

, , , , , , , , , , , , , , , , ,