Tokyo Diary | บันทึก 1-5 วันแรกที่โตเกียว

23/05/2018 10:44 PM การเดินทาง 491 views

1 – OK or Reject


 

               เสียง Messenger ในโทรศัพท์ดังขึ้นขณะกำลังนั่งคิดงานอยู่ตอนสายวันพุธ ผมเปิดอ่านข้อความที่ส่งมาติดกันหลายอัน ไปเที่ยวญี่ปุ่นไหมครับ” , “ไปวันศุกร์หน้านี้”, “ผมจะไปเก็บข้อมูลมาเขียนหนังสือ”
               เพื่อนรุ่นน้องชวนผมไปผจญภัยที่ญี่ปุ่นแบบกะทันหัน ทำเอาตื่นเต้นจนไม่มีกระจิตกระใจทำงาน
เอมเขียนหนังสือมาแล้วสองเล่ม แต่ละเล่มก็ล้วนติดอันดับขายดีทั้งนั้น เช่น เซียนคันโตและเซียนคันไซ และนี่อาจจะเป็นหนังสือเล่มที่สามที่เอมกำลังไปเก็บข้อมูลมาเขียนหนังสือก็ได้
               ทว่าการออกเดินทางท่องเที่ยวของหลายคนรวมทั้งผมด้วยที่ไม่ได้มีตังค์เหลือเฟืออยากไปเที่ยวไหนก็บินไปตอนนั้นเลย ก็คงจะต้องเตรียมตัวอยู่หลายเดือนเพื่อหาตั๋วเครื่องบินที่ถูกที่สุด หาที่พัก วางแผนการเดินทางว่าจะไปเที่ยวไหนบ้าง ที่ไหนที่พลาดไม่ได้และทำเป็นตารางเพื่อไม่ให้เสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง “ผมว่าความสุขมันอยู่ตรงที่เราได้วางแผนท่องเที่ยว ได้ศึกษาหาข้อมูล ได้จินตนาการว่าปลายทางที่เราจะไปนั่นเป็นยังไงบ้าง”
               การเที่ยวครั้งนี้กะทันหันมาก แทบไม่ได้วางแผนอะไรเลย ผมตื่นเต้นที่จะได้ไปญี่ปุ่น หลายครั้งได้แต่วางแผนแล้วก็ล่มไป เที่ยวญี่ปุ่น 10 วัน มีคนขับรถพาที่ยว ไปกับไกด์เขียนหนังสือติดอันดับขายดี มีแผนการท่องเที่ยวที่เตรียมไว้พร้อมหมดแล้ว เหลือแค่คำตอบว่าจะไปหรือไม่
แน่นอนครับคำตอบของผมคือ “ไป”

 


2 – รอยยิ้มจากประเทศไทย


 

               เสียงประกาศจากกัปตันเตือนผู้โดยสารให้เตรียมตัวก่อนเครื่องลงจอดที่สนามบินนาริตะ แสงอาทิตย์ยามเช้าส่องผ่านหน้าต่างตกกระทบผมและสาวลูกสองเบาะข้างๆ ที่กำลังนอนหลับกึ่งตื่น เด็กๆค่อยๆ ลืมตา พร้อมส่งเสียงร้องปลุกเพื่อนร่วมเดินทาง เบาะโดยสารถูกปรับให้นั่งตรง เสียงจุ๊กจิ๊กในห้องโดยสารเริ่มดังขึ้น หากแต่ว่าไม่ใช่เสียงนกร้องยามเช้า แต่เป็นเสียงของมนุษย์เราเอง
               แสงยามเช้าข้างหน้าต่างตอนรับเข้าสู้วันใหม่อย่างเป็นทางการ มองออกไปข้างนอกไกลจนลับขอบฟ้าเห็นแต่หมอกและเมฆสีขาว ผู้โดยสารบางคนเริ่มลุกเดินไปเข้าห้องน้ำและยึดเส้นจากการนอนมาทั้งคืน เสียงเด็กน้อยเรียกแม่และชี้ออกไปที่ภูเขาไฟลูกใหญ่ที่โผล่ขึ้นมาเหนือเมฆข้างนอกหน้าต่าง พ่อแม่บางคนเห็นลูกหลานตื่นเต้นก็รู้สึกตื่นเต้นไปด้วย แต่บางคนก็รู้สึกเป็นเรื่องธรรมดาอาจเป็นเพราะผ่านอะไรที่ตื่นเต้นมาเยอะแล้ว

               ผมก็แปลกใจเหมือนกันทำไมเรื่องบางเรื่องที่เราเจอทุกวันนี้กลับเป็นเรื่องธรรมดา แต่สำหรับเด็กเรื่องเล็กๆ ก็สร้างความตื่นเต้นได้ ถ้าหากเราลองเปลี่ยนเรื่องธรรมดาให้เป็นเรื่องตื่นเต้น ชีวิตน่าจะมีสีสันขึ้นมาบ้าง
               เอกสารการเดินทางเข้าเมืองที่เอมเขียนไว้ถูกหยิบออกมา ขณะรอพนักงานต้อนรับอนุญาตให้ลุกจากที่นั่ง คำแนะนำแรกคือให้เดินไปที่ ตม. ให้เร็วที่สุด เพราะถ้าช้าจะรอคิวตรวจนาน ผมทำตามคำแนะนำนั้นโดยไม่รีรอ ทางเดินจากจุดจอดเครื่องบินมาที่ ตม. ค่อนข้างไกล และก่อนหน้านั้นก็มีเครื่องบินขาเข้าพร้อมกันหลายลำทำให้มีผู้โดยสารรอคิวอยู่แล้วเป็นจำนวนมาก
               “หลังจากผ่าน ตม. และรับกระเป๋าเสร็จให้เดินมาที่จำหน่ายตั๋วรถบัส เพื่อซื้อบัตรสำหรับใช้เดินทางโดยซื้อตั๋วที่รถไฟบริษัท Keisei ราคา 2,470 เยน เพื่อเดินทางจากสนามบินไปสถานีรถไฟ Ueno และบัตร Pass Subway 48 ชม 2 ใบ 72 ชม 1 ใบ”
               “สิ่งที่เขียนกับบัตรที่ขายไม่เห็นเหมือนกันเลย” ผมยืนคิดและพึมพำกับเอกสารที่เขียนไว้อยู่คนเดียว ในเอกสารเอมให้ซื้อ Pass Subway 72 แต่เป็นรูป Pass Subway 24 ชม เมื่อยื่นให้พนักงานสาวผมสั้นดู เธอทำหน้างุนงงและไร้เสียงตอบกลับ อีกทั้งเธอพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้และเปรียบเทียบบัตรให้ดูว่าสีที่ผมซื้อกับสีในเอกสารเป็นบัตรสีแดง 24 ชม ตรงกัน ผมจึงต้องยอมแพ้และเดินจากไป ฝากรอยยิ้มทิ้งท้ายไว้ให้กับเธอ

               หลังจากได้ตั๋วเดินทางครบตามที่เขียนไว้แล้วก็ถึงเวลาตามหาชานชาลารถไฟที่จะเดินทางไปยังสถานี Ueno
ความคิด ความอ่านที่ผ่านมาก็ผุดขึ้นในหัว รีวิวเที่ยวญี่ปุ่นเอย ความโหดของรถไฟในญีปุ่นเอย บอกว่าสถานีรถไฟแต่ละที่มีหลายสายวิ่งผ่าน บางสถานีเชื่อมต่อมากถึง 5 สาย มีทางเข้าออกสถานีมากกว่า 10 ประตู ถ้าไม่ได้ดูให้ดีอาจจะออกผิดทางได้
               จากชั้นบนลงมาชั้นล่าง เลี้ยวซ้ายที ขวาที ก็เหมือนมีอะไรมาดลใจให้หยุดตรงชานข้างหน้า ยืนเก้ๆ กังๆ อยู่นานสองนานก่อนที่รถไฟจะมาถึง ไม่รู้ต้องไปรอตรงไหน ไม่รู้จะถามใคร ในใจยังไม่มีคำตอบ หรือว่ารถไฟที่ระบุในตั๋วโดยสารวิ่งผ่านไปแล้ว คิดแล้วก็กลัวจนต้องหยิบบัตรโดยสารออกมาดู โชคดียังมีตัวเลขฮินดูอารบิกพอให้คำตอบบ้าง ณ ตอนนั้นยังไม่ถึงเวลารถไฟขบวณที่จะไป ผมมองตัวเลขเทียบกับจอบนหน้าปัดนาฬิกา

               หลังจากจ้องตั๋วรถไฟอยู่นานก็เห็นเลขที่นั่งที่ระบุไว้มองบนกระดาษใบเล็กใบนั้น มันกำลังบอกอะไรบางอย่าง สลับไปมองตรงพื้นก็เห็นเลขตู้โดยสาร เมื่อเปรียบเทียบเลขทั้งสองแล้วมันไม่เท่ากัน “ที่ที่ยืนรอตรงนั้นไม่ใช่ที่ของเรา”
ผมเดินไปตามเลขที่เขียนไว้บนพื้นชานชาลา จนพบกับเลขที่เท่ากันบนตั๋วโดยสาร ถ้าไม่คุกคิดและสังเกตก็คงพลาดรถไฟขบวนนี้ไปและต้องเสียตังซื้อบัตรใหม่ก็เป็นได้ หากเปรียบเทียบรถไฟกับคนรักเราจะรู้ได้ยังไงว่านี่ยังไม่ใช่รถไฟขบวนสุดท้าย แต่ถ้าพูดถึงรถไฟจริงๆ ถ้ามัวรอรถไฟขบวนสุดท้ายนอกจากผมจะเสียเวลาแล้ว มีหวังต้องเสียเงินเพิ่มด้วย
               เสียงเสียดสีระหว่างล้อรถไฟกับรางค่อยขยับเข้ามาใกล้ เรื่อยๆ จนจอดสนิทอยู่ตรงหน้า ผู้โดยสารที่ยืนอยู่ต่างเดินต่อแถวกันอย่างเป็นระเบียบ ชายวัยกลางคนจัดแจงกระเป่าเดินทางเก็บไว้ในส่วนที่ถูกเตรียมไว้ ทุกคนนั่งประจำเบาะตามบัตรโดยสารที่ระบุ ไม่นานเสียงสัญญาณเตือนปิดประตูก็ดังขึ้นรถไฟค่อยก็วิ่งออกจากชานชาลา

               รถไฟวิ่งเข้าสู่อุโมงค์ที่มึดสนิท เพียงไม่กี่นาทีก็โผล่ขึ้นมาพบกับแสงสว่างทั้งสองข้างทาง ทีเต็มไปด้วยทุ่งนาเขียวขจีและบ้านเรือนที่เรียงกันเป็นระเบียงทั้งสองฝั่ง ทำให้ผมนึกถึงบ้านในการ์ตูนที่เคยดูสมัยเด็กๆ อย่างโดราเอมอน บ้านของชิซูกะ บ้านของโนบิตะ และแก๊งเพื่อนๆ ภาพของเด็กปั่นจักรยานรอบหมู่บ้าน ความเรียบง่ายของหมู่บ้านปะปนไปด้วยโรงงานบ้าง ทุ่งนาบ้างดูแล้วช่างเงียบสงบ สบายตา เป็นช่วงเวลาพักสายตาและทบทวนความคิดได้ดีทีเดียว

               ผ่านไปเกือบ 1 ชั่วโมงรถไฟก็พาผู้โดยสารทุกคนมาถึงสถานีปลายทาง Ueno ผู้โดยสารทะยอยกันหยิบกระเป๋าและเดินออกทีละคนสองคน
               สถานีรถไฟ Ueno เชื่อมต่อกับสายอื่นทำให้มีทางเข้าออกหลายทางและค่อนข้างงง “ไม่รู้ว่าที่ยืนอยู่มันนอกสถานีหรือยังหรือเข้าสถานีใหม่แล้วว่ะ” ผมบ่นในใจ ยืนมองป้ายอยู่นานจนตัดสินใจขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ประจำสถานี ที่กำยังยุ่งกับการให้บริการคนอื่นๆ คุณลุงพาเดินไปส่งที่ตู้ล๊อกเกอร์ฝากกระเป๋า “อาริกาโตะ โกไซมัส” ผมกล่าวคำขอบคุณเป็นภาษาญีปุ่นตามที่ได้จดไว้พร้อม พร้อมของฝากจากประเทศสยามที่ขึ้นชื่อนั่นก็คือรอยยิ้ม

 

 

 


3 – ในความโชคร้าย ยังมีความโชคดี


 

               การเดินทางโดยรถไฟที่ญี่ปุ่นเป็นอะไรที่สะดวกสบายมากแต่อาจจะปวดหัวกับเส้นทางที่เชื่อมกันเป็นใยแมงมุมนิดหน่อย เพียงแค่ไม่กี่นาทีก็มาถึงก็พาผมและเพื่อนร่วมเดินทางอีกกว่าร้อยคนมาถึงสถานี Ryogoku [E12] แต่ดูเหมือนสถานการณ์ไม่ค่อยเป็นใจเพราะเมื่อเดินทางมาถึงสถานี Ueno โทรศัพท์เจ้ากรรมไม่สามารถหาสัญญาณอินเตอร์เน็ตและไม่มี pocket wifi ให้เชื่อมต่อเลยไม่ได้บอกเอมก่อนว่ามาถึงแล้วและกำลังไปหาที่นัดกันไว้ คิดเอง เดาเองว่าถ้า ไปถึงก็คงเจอเอง ผมคิดผิด “นี่ไม่ใช่ประเทศไทย ไม่ใช่สยาม ไม่ใช่สถานที่คุ้นเคย”
               ผมลุยเดี่ยวไปจนถึงสถานี Ryogoku เปิดโทรศัพท์มือถือพยายามหาไวไฟเชื่อมต่อ แต่ก็ไม่มี พยายามขอความช่วยเหลือจากคนที่เดินผ่านไปมา แต่ก็ถูกปฏิเสธ บางคนก็บอกว่าพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ขอใช้ไวไฟก็ไม่มีใครให้ เหลือคนเดียวที่จะช่วยได้ก็คือไปสอบเจ้าหน้าที่ประจำสถานีแต่ก็วายถูกปฏิเสธ

               ผมเดินออกจากสถานีมาบนถนนอีกครั้งเจอผู้หญิงวัยกลางคนกำลังเดินมาเลยตัดสินใจทักทายและขอความช่วยเหลือ แต่เค้าก็ไม่สนใจและเดินผ่านไป จากนั้นเดิมขึ้น เดินลงสถานีอีกหลายรอบ จนตัดสินใจขอความช่วยเหลือจากชายแปลกหน้าวัยกลางคน
               “สวัสดีครับ ผมเป็นคนไทย มาเที่ยวครับ ผมนัดเพื่อนที่สถานีนี้แต่ว่าไม่มีอินเตอร์เน็ตเลยติดต่อเพื่อนไม่ได้ อยากจะขอแชร์ไวไฟหน่อยได้ไหมครับ” ผมพูดเป็นภาษาอังกฤษสำเนียงประเทศไทย เค้าทำท่าคิดสักพักและตอบตกลงแชร์ไวไฟให้จนผมสามารถติดต่อกับเอมได้
ผมได้รับแผนที่จากเอม แผนที่กราฟฟิคที่ดูยังไงก็ดูไม่ออก ชายวัยกลางคนขอดูและพยายามจะอธิบาย แต่ด้วยความรีบทำให้เค้าต้องรีบไป
               “อริงาโตะ โกไซมัส” ผมพูดขอบคุณเป็นภาษาญี่ปุ่นเท่าที่พอจะจำได้พร้อมกับโค้งตัวแล้วเราก็หันหลังต่างคนต่างเดินแยกกัน
               แผนที่กราฟิคที่วาดขึ้นจากคอมพิวเตอร์ดูยังไงแล้วก็ไม่เหมือนเส้นทางที่เดินไปเลย จะซูมเข้าออกหรือหาทิศทางก็ไม่ได้ บนถนนวันหยุดที่ไม่ค่อยมีคนพลุกพล่านดูเงียบสงบ ผมตามหา “Earthquake museum” ที่อยู่ในแผนที่ เดินผ่านหลายซอย ผ่านบ้านหลายหลัง ผมเริ่มชอบที่นี่แล้วสิ บ้านที่เคยเห็นในการ์ตูน วันนี้ได้มาเห็นจริงๆ บ้านที่ไม่มีรั้วกั้น เรียงกันเป็นระเบียบ สะอาดตา ถ่ายรูปเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อกลายเป็นว่าสนุกกับการเดินถ่ายที่นี่แล้วจนลืมไปว่านัดกับเอมไว้

               บนทางเดินบนถนนในเมืองใหญ่ มีสถานที่ให้ถ่ายรูปมากมาย เรียกได้ว่าเดินจนหลงมาจนถึง Sumo Museum ผมเดินเข้าไปถาม รปภ. ตรงประตูพร้อมโชว์แผนที่ให้ดู เจ้าหน้าที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ผมชี้ไปในแผนที่ว่าที่นี่คือจุดที่เรายืนอยู่ใช่ไหม เค้าได้แต่ผงกหัว แต่ผมคิดว่ามันไม่จะใช่เพราะลองชี้ไปจุดอื่นเค้าก็ผงกหัวเช่นเดิม ไม่รู้ว่าคุณลุงต้องการบอกอะไร ผมเดินจากไปโดยยังไม่ได้คำตอบ
               ผ่านไปสักครู่ก็มีหนุ่มสาวสองคู่เดินมาเลยลองเดินเข้าไปถาม ทั้งสองคนบอกไม่รู้จักพิพิธภัณฑ์นี้
               เดินผ่านมาอีกหหนึ่งบล็อกก็เจอกลุ่มป้าๆ เดินคุยกันมาอย่างสนุดสนาน ผมเข้าไปถามโดยไม่รอช้า กลุ่มป้าๆ ปรึกษากันเสียงดังราวกับว่าปัญหาของผมเป็นเรื่องใหญ่โตจนคนเดินผ่านไปหันมอง ป้าๆ หมุนรูปไปมา หมุนตัวซ้ายขวา หาตำแหน่ง สรุปก็ไม่ไม่มีใครรู้ว่าอยู่ตรงไหน จากนั้นก็พาไปถาม รปภ. ที่ Sumo Museum อีกครั้ง เค้าคุยอะไรกัน ผมสังสัยแต่ฟังภาษาญี่ปุ่นไม่ออก เค้าปรึกษากันเสียงดังกว่าเดิม สักพักป้าคนนึงก็มาบอกว่าให้เดินตรงไปทางที่ผมมา ผมรีบขอบคุณแล้วเดินไป คำตอบที่ป้าบอกนั้นทำให้หลงทางมากกว่าเดิม

               ผมเดินวนไปเรื่อยๆ เริ่มไกลออกไปจากสถานีรถไฟฟ้า
               ณ สวนสาธารณะแห่งหนึ่งมีป้ายภาษาญี่ปุ่นบอกแต่ก็ไม่ช่วยอะไร ใต้ต้มไม้ใหญ่มีเก้าอี้ให้นั่งพักสองสามตัว สุดท้ายถ้าไม่เจอครั้งนี้คงจะเดินกลับไปที่สถานีรถไฟและหาทางใหม่
               ใต้ต้นไม้มีผู้หญิงวัยกลางคนนั่งอยู่พร้อมกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ “ขอโทษนะครับ ขอนั่งที่นี่ได้ไหม” ผมถามออกไปเป็นภาษาอังกฤษ เธอตอบกลับมาได้ ผ่านไปสักครู่ผมเลยถามใหม่ว่า “ที่นี่ใช่ Earthquake museum ไหมครับ” เธอบอกว่าไม่รู้พร้อมกับยิ้ม ผมเริ่มสักเกตสำเนียงและการแต่งตัวของเธอช่างคุ้นเหลือเกินเลยถามออกไปเป็นภาษาไทยว่า “พี่คนไทยปะครับ” เธอตอบกลับมาว่า….. ใช่

               ตอนนั้นเหมือนสวรรค์โปรดผมดีใจมาก รีบแนะนำตัวไป
อู๋ : “พี่ครับ สวัสดีครับ พี่คนไทยหรอดีใจมากเลยที่ได้เจอ”
พี่สาววัยกลางคน: “ใช่ค่ะ มาทำอะไรที่นี่”
อู๋ : “ผมมาเที่ยวตอนนี้กำลังตามหาเพื่อนอยู่นัดกันไว้ที่ Earthquake museum ไม่รู้ว่าใช่ที่นี่รึป่าว เดินมาตั้งแต่เช้าละครับ ยังหาไม่เจอเลย”
พี่สาววัยกลางคน : พี่ก็รู้เหมือนกัน
อู๋ : เอออออ ถ้าผมจะขอแชร์ไวไฟหน่อยได้ไหมครับ พอดีไม่มีอินเตอร์เน็ตเลยติดต่อเพื่อนไม่ได้
พี่สาววัยกลางคน : “พี่ก็เพิ่งซื้อซิมมาใหม่ยังใช้ไม่ค่อยเป็นเลย มันทำยังไงหรอ อะเอาไปทำเองเลย” เธอยิ้มพร้อมกับยื่นมือถือมาให้ผม

               จากนั้นผมก็จัดการแชร์ไวไฟ ต่ออินเตอร์เน็ตอย่างรวดเร็ว มือถือสั่นไม่หยุด ได้รับข้อความจากเอมส่งมาถามว่าถึงไหนแล้ว ผมรีบตอบกลับแล้วบอกว่าเดี่ยวจะรีบไปไว้จะอธิบายให้ฟัง
อู๋ : “มือถือครับ เสร็จแล้ว ขอบคุณนะครับ ว่าแต่พี่มาทำอะไรนีที่หรอครับ” ผมยื่นมือถือพร้อมกับยิ้มขอบคุณและเผือกด้วยคำถามเล็กน้อย
พี่สาววัยกลางคน : “พี่ได้วีซ่าทำงานที่จังหวัดใกล้ๆ แต่ว่าทะเลาะกับเพื่อนเลยออกมาหาที่อยู่เอง ดูในแผนที่แล้วน่าจะอยู่ใกล้ๆนี่แหละ แต่มานั่งพักก่อน” พี่สาววัยกลางคนตอบกลับมาชุดใหญ่
“อ่อ แล้วมีอะไรให้ช่วยใหม่ครับ ” ผมเผือกกลับไป

พี่สาววัยกลางคน : “ไม่เป็นไรหรอกจ้า เดี่ยวก็เจอเองแหละ คงอยู่ใกล้ๆ นี่แหละ” พี่สาววัยกลางคนตอบกลับมาพร้อมกับยิ้ม
อู๋ : “งั้นผมไปก่อนนะครับ รู้แล้วว่าเพื่อนอยู่ที่ไหน ขอบคุณมากนะค้าบ” ผมยกมือไหว้ ยิ้มแล้วเดินจากไปตามที่เอมบอกไว้
โลกกลมหรือพรหมลิขิต ที่ดลให้คนสองคน ที่มีวัฒนาธรรม มีจุดกำเนิด มาจากถิ่นที่อยู่เดียวกัน แต่ไม่รู้จักกันมาก่อนมาพบกันในดินแดนต่างถิ่นแห่งนี้ “ในความโชคร้ายยังมีความโชคดีและนี่ก็คงเป็นความโชคดีของผมหลังผ่านความโชคร้ายเดินหลงมา 3 ชั่วโมง”

 

 


4 – ความรู้ใหม่


 

               Edo Museum ตั้งอยู่หลังสถานี Ryogoku Station เป็นสถานที่ที่เอมนัดผมให้มาเจอหลังจากที่เดินหลงหลายชั่วโมง เป็นสถานที่แรกเปิดประสบการณ์ญี่ปุ่น เอมบอกว่า Edo Museum เป็นพิพิธภัณฑ์ที่คนญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวต่างชาติต้องมาเพราะเป็นสถานที่แสดงจำลองเมืองโบราณและวิวัฒนาการของโตเกียวตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน เพื่อให้เข้าใจถึงประวัติศาสตร์และความเป็นมาของโตเกียวที่เห็นในปัจจุบัน
               เอมบอกให้ซื้อตั๋วราคา 600 เยนที่เค้าเตอร์ชั้น G ให้เรียบร้อยและขึ้นลิฟต์ไปที่ตั้งพิธภัณฑ์ที่ชั้น 6
               จุดเริ่มของต้นนิทรรศการย้อนอดีตไปตั้งแต่สมัยยุคเอโดะประมาณปี ค.ศ.1603 มีการจำลองบ้านเรือนขนาดใกล้เคียงของจริง บ้านและโมเดลจำลองของวัตถุเครื่องใช้ขนาดเล็กบ้างใหญ่บ้าง เครื่องแต่งกายแต่ละยุคสมัย ชุดแม่บ้านแบบฉบับคนญี่ปุ่น เครื่องมือเครื่องใช้ที่ทำขึ้นเองตามภูมิปัญญา ภาพวาด หนังสือโบราณ เรือสำเภาที่ใช้เดินทางขนาดใหญ่ นอกจากนี้ยังมีโมเดลจำลองเมืองให้เห็นภาพของฝังเมืองในสมัยนั้นที่มีทั้งรถม้ากำลังวิ่งไปมา มีร้านค้าข้างทางและการคมนาคมทางเรือ เอมชี้ให้ผมดูโมเดลเมืองที่กำลังจะมีแสดงและบอกว่า นั้นเป็นแบบจำลองช่วงดียวกับประเทศไทยสมัยรัชกาลที่ 5″

               เราเดินดูแบบจำลองของเมืองเอโดะตามโชนต่างๆ ที่มีประมาณ 10 ยุค ที่จัดแสดงเครื่องมือและวิวัฒนาการของแต่ละยุคสมัยจนมาถึงยุคโตเกียว รวมและมีราวๆ 10 ยุค เช่นกัน โดยในยุคของโตเกียวจะมีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดและยังมีส่วนที่จัดแสดงเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในช่วงแผ่นดินไหว การเปลี่ยนแปลงของเมืองและการจัดนิทรรศการที่ทำออกมาได้ดีจนผมไม่รู้ว่าสิ่งที่ค่อยๆ เปลี่ยนไปนั่นอยู่ในช่วงไหน ความเจริญรุ่งเรืองของโตเกียวหลังจากผ่านยุคเอโดะมาน่าจะเป็นสิ่งที่คุ้นตามากที่สุดทั้งแบบอาคารบ้านเรือน การแต่งกายและสิ่งแวดล้อมที่ได้เห็นก่อนเข้ามาที่นี่

               นอกจากนักท่องเที่ยวต่างชาติยังมีลุง ป้า น้า อา ชาวญี่ปุ่นเข้ามาดูนิทรรศการที่นี่ด้วย แต่ละคนอ่านข้อมูลตามป้ายต่างๆ อย่างสนใจ พ่อแม่กำลังชี้ให้ลูกดูบ้านสมัยยุคเอโดะและเล่าเรื่องราวให้เด็กๆ ฟังด้วยความตื่นเต้น เป็นภาพเหตุการณ์ที่ดูแล้วน่ารักอีกแบบ ยิ่งในยุคสมัยเปลี่ยนแปลง ข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็ว พ่อแม่หลายคนละเลยเรื่องการดูแลลูกให้เด็กอยู่กลับเทคโนโลยี การพาลูกมาไปพิพิธภัณฑ์และศูนย์การเรียนรู้และใช้เวลาว่างอยู่กับลูก นอกจากจะได้ใช้เวลากับครอบครัวแล้วยังได้ความรู้อีกด้วย

   

               ถ้าให้วางแผนเที่ยวเองคงไม่มีรายการของ Edo Museum ในลิสที่ผมจะไปแน่ๆ แต่เพราะได้ไกด์คนไทยอย่างเอมมาเก็บข้อมูล และได้เขียนหนังสือไว้แล้ว พร้อมทั้งเล่าประวัติศาสตร์หลายอย่างให้ฟังได้ เป็นความรู้ใหม่ที่น่าสนใจ และคิดว่าถ้ากลับไปไทยผมคงต้องหาหนังสือประวัติศาสตร์โตเกียวลองอ่านดู
               หลังจากเดินผ่านทุกยุคโคเอโดะและโตเกียวด้วยความเบลอและเหนื่อยจากการนั่งเครื่องมาทั้งคืน และเดินหลงอีกเป็นชั่วโมง น้ำก็ยังไม่ได้อาบ ร่างกายก็เริ่มหมดแรงแล้ว เราจึงต้องรีบไปร้านอาหารตามที่แพลนไว้เพราะถ้าไปก่อนบ่ายโมงจะได้ส่วนลดและมีเชตมื้อกลางวัน

               การเดินตามหาร้านอาหารก็เป็นเหมือนอีกภารกิจหนึ่งที่จะต้องทำต่อไปตลอดจนจะกลับ เพราะมีรายการร้านอาหารเยอะมากที่เราต้องมาลองชิม คิดดูแล้วดูน่าสนุกจริงๆ ผมพึมพําให้เอมฟัง
               ร้าน Chanko Tomoegata ข้างหน้าร้านมีธงรูปหุ่นซูโม่แขวนบอกเป็นนัยๆว่ามาถึงแล้ว ระยะทางอยู่ไม่ไกลมากจากพิพิธภัณฑ์เอโดะแต่อากาศตอนกลางวันวันนี้ค่อนข้างร้อน แม้จะไม่มีแดดแต่เหงื่อก็ไหลพอจะสังเกตเห็นเสื้อที่เปียกได้ เรารีบเดินเข้าร้านเพื่อตากแอร์เย็นๆ กันก่อน

               พนักงานวิ่งมาตอนรับทักทายเป็นภาษาญี่ปุ่น เอมถามไปว่าพูดภาษาอังกฤษได้ไหม เค้าบอกไม่ได้แต่ใช้ไอแพดมาช่วยแปลให้และชี้ให้ดูเมนูแนะนำก่อน จากนั้นมีพนักงานอีกคนมาพาเราเดินขึ้นไปชั้นสองพร้อมกับการให้บริการที่เต็มใจ ระหว่างนั้นเราก็แอบถ่ายรูปในร้านไปด้วยเพราะตอนนั้นยังไม่มีลูกค้ามากเท่าไหร่
               เมื่อถึงที่นั่งไม่นานพนักงานอีกคนก็เอาเมนูมาเสิร์ฟและพูดเมนูนำแนะเป็นภาษาญีปุ่น จนผมบอกว่า “English, please!” เค้าตอบกลับมาว่า “ไห้” แล้วยืนยิ้ม เราสองคนก็รอฟัง ว่าจะพูดอะไร แต่ก็เงียบแล้วบอกว่าพูดอังกฤษไม่ได้

               เอมให้ผมเลือกเมนูเอง แต่ไม่รู้จะสั่งอะไรเลยขอสั่งตามเอมไปก่อน เป็นเมนูที่ได้ส่วนลด เหลือเพียงชุดละ 1500 เยน
               ผ่านไปประมาณ 20 นาที่อาหารมื้อกลางวันที่เราสั่งก็มาเสิร์ฟ มาแบบจัดเต็มชุดใหญ่เห็นแล้วตกใจแต่ก็คิดว่าเหมาะสมกับราคา ในถาดมีข้าวและเครื่องเคียงสองสามอย่าง กลิ่นหอมน้ำซุปและหมูสับที่ปั่นเป็นก้อนคำโตๆ ซ่อนอยู่ใต้ผักกาดขาวและเต้าหู้ ดูจากสีของผักแล้วใช้เวลาต้มกำลังดี เสิร์ฟมาในชามใหญ่ ข้าวญี่ปุ่นสีขาวมีไอร้อนและกลิ่นหอมอ่อน มีเครื่องเคียงเป็นปลาทอดชิ้นเล็ก แตงกวาและผักอยู่สองสามอย่างจัดวางอย่างสวยงาม
               เราใช้เวลาถ่ายรูปอาหารสักครู่ ก่อนที่ผมเริ่มจากตักน้ำซุปร้อนๆ มาชิม ตามด้วยหมูบดที่ปั้นเป็นก่อนและเครื่องเคียงอื่นๆ จนกับข้าวหมดถาดโดยไม่รู้ตัว นี่เป็นอาหารมื้อแรกของผมที่มาถึงญี่ปุ่น ที่โคตรอร่อยเลย เป็นทั้งมื้อเช้าและมื้อเที่ยงที่อิ่มมาก ทำให้มีพลังเพิ่มขึ้นอีกเยอะก่อนที่จะไปเดินเที่ยวย่านอื่นต่อ

 


5 – 23,787 ก้าว


 

               หลังจากร่างกายได้รับพลังงานจากอาหารมื้อแรกของวันเรียบร้อยก็ถึงเวลาออกเดินทางต่อ  โชคดีที่สถานีรถไฟฟ้าไม่ไกลจากร้านอาหาร ทำให้เราใช้เวลาเดินไม่นานก็มาถึง รถไฟฟ้าในญี่ปุ่นก็มีหลายบริษัทจนคนคนมีรอยหยักในสมองไม่มากอย่างผมจะจำได้ว่าสายไหนเป็นของบริษัทอะไร ได้แต่พึ่งเอมตลอด จนเอมบอกว่าให้ศึกษาเองบ้างเดี่ยวครั้งหน้าจะได้มาถูก

               จากสถานี Ryogoku ไปสถานี Shibakoen เราเปลี่ยนเข้าออกรถไฟหลายขบวนและเปลี่ยนสถานีจนงงไปหมด ทางออกของสถานี Shibakoen เราเจอกับสวนสาธารณะขนาดใหญ่มีกลุ่มวัยรุ่นกำลังทำกิจกรรมกันอยู่กลางสนามหญ้า มีชายวัยกลางคนสอง สามคนกำลังนอนอาบแดดอยู่  บ้างก็วิ่งออกกำลังกายรอบสนาม บ้างก็มาเป็นครอบครัวพ่อแม่ลูก รวมกลุ่มนั่งเล่นเป็นก๊วน เอมขอไปเดินเก็บภาพรอบๆ บริเวณนี้ ส่วนผมนั่งรอใต้ต้นไม้ หยิบกล้องถ่ายรูปมาถ่ายเล่นและดูรูปที่ถ่ายมาตอนเช้า

 

               เราเดินต่อไปวัดโซโจที่อยู่ข้างสวนสาธารณะ จุดเด่นของวัดนี้คือมองจากประตูด้านหน้าเข้าไปเห็นเป็นโตเกียวทาวเวอร์อยู่ด้านหลัง แต่ต้องเลือกเวลาถ่ายรูปให้ดีเพราะไม่ใช่ทุกช่วงเวลาที่ถ่ายรูปแล้วจะสวย หรืออาจจะเป็นเพราะผมไม่มีความสามารถด้านถ่ายรูป เลยถ่ายออกมาไม่สวยก็เป็นได้
               เรามาถึงที่นี่ตอนบ่ายอยากจะถ่ายรูปกับวัดแต่พระอาทิตย์อยู่อีกฝั่งทางด้านหลังทำให้รูปย้อนแสง พยายามถ่ายอยู่หลายรอบก็ไม่ได้ แดดก็ร้อนจนต้องยอมแพ้ เอาแค่รูปบรรยากาศด้านนอก พอมานึกทีหลังก็เสียอดเสียดายไม่ได้

               จากทางด้านหน้าเราค่อยๆ ก้าวเข้าไปข้างในวัดโซโจเพื่อไหว้พระและหลบแดด ข้างในมีทั้งนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติและคนญี่ปุ่นกำลังไหว้พระและขอพรอยู่ อากาศเย็นกว่าข้างนอกจนหลายคนแอบมานั่งงีบบนเก้าอี้ที่จัดไว้ ไม่ใช่แค่เราคนอื่นก็ทำกัน ผมแอบเผลอหลับอยู่หลายรอบเหมือนกัน บริเวณทางออกมีกล่องที่ทำจากลังไม้ที่แบ่งเป็นช่องๆ คนญี่ปุ่นนิยมโยนเหรียญ 5 เยน เป็นเหรียญที่มีรูปตรงกลางลงไป  เสียงเหรียญที่โยนลงไปกระทบกับลังไม้แล้วช่างไพเราะ ผมจึงโยนลงไปอีกสองเหรียญ จนเอมแซวว่าอย่างโยนเหรียญผิดหละ ผมก็สงสัยว่าทำไมใช้เหรียญอื่นไม่ได้ เอมว่ามันเปลืองตังค์ 5555

               บริเวณประตูวัดโซโจด้านหน้ามองออกไปจะเจอถนน มีตึกสูง เตี้ยเรียงกันทั้งสองฝั่งอย่างสวยงาม เราเดินข้ามถนนและเดินตรงไปเรื่อยๆ ความสูงของตึกช่วยบังแดดยามบ่ายที่ส่องลงมาทำให้เดินสะดวกและไม่ร้อน  ไม่ไกลมากก็เดินมาถึงร้านปิ้งย่าง Akitaya ที่เราตั้งใจจะกินเป็นมื้อเย็นในวันนี้ แต่จะให้กินตอนนี้คงไม่ไหวเพราะยังอิ่มอยู่ เลยลองสำรวจร้านใกล้ๆ ว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง เราเลี้ยวขวาเดินถ่ายเดินถ่ายรูปเล่นรอบๆ ก็บังเอิญเจอเจอร้านโซจูที่มีเสียงเพลงดังออกมานอกร้านเป็นที่สนใจของคนที่เดินผ่านไปมา

               เอายังไงดีละทีนี่!! ผมกับเอมปรึกษากันเพราะมันไม่ได้อยู่ในงบที่วางไว้ ..แต่เรายังมีเงินสำรองนี่น่า จัดไปสิต้องลองสักครั้ง เราเดินเข้าร้านโซจูในตอนบ่ายวันแรกที่มาถึง  ข้างในนั้นมีโซจูมากมายจนเลือกไม่ถูก แต่ละขวดมีเขียนบอกว่ารสชาตอะไร ราคากี่เยน ปริมาณแอลกอฮอล์เท่าไหร่ ยี่ห้ออะไรและผลิตมาจากอะไร

               ผมไม่รู้ว่าต้องเลือกอะไรบ้าง เห็นถาดบนโต๊ะมีแก้วจัดเรียงกันสามใบ คิดว่าน่าจะเลือกได้ 3 อย่าง ไม่มีขนมหรือของทานเล่นมีแต่น้ำเปล่า จนพนักงานเดินเข้ามาทักทายและแนะนำรสชาติได้รับความนิยม ให้สามแบบ แต่เราก็ไม่ได้กินตามที่เค้าแนะนำ ผมจำไม่ได้ว่าเลือกรสอะไรไปบ้างแต่ความเข้มของแอลกอฮอล์ประมาณ 16.5 เปอร์เซ็นมากพอที่ทำหให้มึนได้ ข้างในร้านเป็นบาร์แบบยืน ไม่มีเก้อี้ รอบเค้าเตอร์มีชาวต่างชาติหลายคนคุยกันท่ามกลางเสียงเพลงที่ดังออกไปนอกร้าน เราพยายามกินให้หมดสามแก้ว ถ้าถามว่าผมชอบรสชาติไหน ก็คงเป็นแก้วกลิ่นแอพเพิล พีชเพราะดื่มง่ายและกินแอลกอฮอล์ไม่เข้มข้นมาก พอรู้สึกเริ่มมึนก็รีบกินน้ำต่อเยอะๆ กลัวว่าถ้าหากสลบที่นี่กลับบ้านไม่ถูกคงอายน่าดู

               หลังจากดื่มหมดทั้งสามแก้วในหัวก็เริ่มเบลอพูดเยอะขึ้น ร่างกายเริ่มมซู่ซ่าจนจนรู้สึกร้อน แต่แอร์เย็นๆ ในร้านช่วยไว้ได้ เราก็ยืนฟังเพลงและคุยกันไปเรื่อยเปื่อย มีลูกค้าแวะเวียนเข้าออกสลับไปมา พอรู้สึกว่าแอลกอฮอล์เริ่มหมดฤทธิ์ ร่างกายเริ่มกลับมาเป็นปกติแล้วรีบจ่ายเงินแล้วเดินออกจากร้านซึ่งเป็นช่วงเวลาเย็นพระอาทิตย์หมดเวลางาน อากาศไม่ร้อนเดินข้างถนนได้สบาย ถ้าออกมาตอนที่ร่างกายกำลังซู่ซ่าและเจอกับอากาศร้อนข้างนอก ก็ยังคิดไม่ออกว่าตอนนั้นจะเป็นยังไง

 

               จากหน้าร้านเดินเลี้ยวขวาเป็นทางกลับมาร้านปิ้งย่าง Akitaya ที่มีคนยืนรอคิวอยู่ 5-6 คิว เรากลางแผนที่กระดาษขนาด A4 ตรงหน้าร้านเพื่อดูว่าจะไปที่ไหนต่อเป็นภาพที่เห็นคุ้นตาเวลาเจอนักท่องเที่ยวต่างชาติทำกันตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ หากเลี้ยวขวาต่อเดินไปที่ตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ช่วงวันหยุดมนุษย์เงินเดือนก็หยุด ในอาคารจึงไม่วุ่นวาย ที่บริเวณชั้น 1 มีจุดขายตั๋วเพื่อเข้าชม ราคาคนละ 620 เยน แต่เอมพิมพ์เอกสารที่ใช้เป็นส่วนลดมาเหลือคนละ 500 เยน
               บริเวณชั้น 40 เป็นจุดชมวิวทั้งหมด บริเวณรอบตึกไม่มีอะไรมาบางทัศนียภาพ สามารถมองออกไปได้ไกลสุดลูกหูลูกตา จนผมต้องวางอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่กำลังสื่อสารกับเพื่อนแล้วมองออกไปไกลสุดตาพร้อมกับพักสมองไปในตัว ชั้นชมวิวนี้อยู่ในที่ร่มมีแอร์ ไม่ว่าจะมาขึ้นมาชมวิวฤดูไหน เวลาใดก็ไม่กลัวฝนตกแต่อาจจะไม่ได้เห็นภาพสวยเท่าไหร่ แต่โชคดีวันที่เรามาท้องฟ้าปลอดโปร่ง มีแดดสองตามตึกต่างๆ บริเวณรอบๆ เป็นประกาศแสงระยิบระยับและมีเก้าอี้ซาให้นั่งพักผ่อน บริเวณทางเข้ามีเจ้าหน้าที่ตรวจตั๋วอีกครั้งและมีของที่ระลึกขาย เช่น หมวก เสื้อ พวงกุญแจ อาหารธัญพืช สำหรับนักบินอวกาศกิน ถุงขนาดเล็กๆ แต่มีพลังงานสูง และราคาก็สูงเช่นกัน

               ผ่านเค้าเตอร์และจุดขายของที่ระลึกเป็นส่วนของจุดชุมวิวที่สามารถมองผ่านกระจกออกไปเห็นวิวรอบ 360 องศา วิวมุมกว้างมองออกไปเห็นถนน สถานีรถไฟและชินคันเซ็นที่กำลังวิ่งไปมา ช่างเพลิดเพลินและสบายตาจริงๆ ทางเดินจากเคาเตอร์ไปเป็นทางทิศเหนือจะเห็น โตเกียวสกายทรี (Tokyo Skytree)  ชินคันเซ็น และรถไฟที่วิ่งไปโอไดบะสถานี Yurikamome Line นักท่องเที่ยวและชาวญี่ปุ่นมักจะมาที่นี่เพื่อเก็บภาพสวยๆ ในยามเย็นก่อนพระอาทิตย์ตกและแสงไฟตามตึกเริ่มสว่างซึ่งได้ภาพที่สวยทั้งในเวลาใกล้เคียงกัน
               นอกจากนี้ยังมีกล้องซูมดูวิวด้านนอกทางทิศเหนือ ด้วยการหมุนไปมา ผมลองใช้งานโดยหยอดเหรียญ 100 เยน อีกสักครู่ก็มีภาพแสดงที่หน้าจอซูมไปไกลถึงรางรถไฟข้างล่าง มุมตามซอกตึกต่างๆ และยังซูมเข้า ออกได้ด้วย
               มองออกไปทางทิศตะวันตกจะเห็น โตเกียวทาวเวอร์ (Tokyo Tower) สีแดงตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่มีภูเขาไฟูจิอยู่ไกลออกไปอยู่ทางด้านหลัง ถ้าหากวันไหนฟ้าสว่างไม่มีเมฆก็จะได้เห็นภูเขาไปฟูจิแบบเต็มๆ มองลงไปข้างล่างเป็นถนนที่เราสองคนเดินออกมาจากวัดโซโจ ร้านปิ้งย่าง Akitaya ด้านข้างติดกับตึกตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ และตึกทีกำลังสร้างใหม่มีความสูงใกล้เคียงกับชั้น 40 ไม่แน่ในอนาคตอาจจะมาบังทัศนียภาพฝั่งนี้ก็ได้

 

 

               ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพร้อมสายหูฟังและเปิดเพลงที่ชอบพร้อมบอกเอกว่าจะพึ่งกวน ขอนั่งตรงนี้แปบนึง อารมณ์ศิลปินประทุขึ้นมาจนจินตนาการได้เรื่องราวมากมาย มีไอเดียใหม่ที่อยากทำ เกิดขึ้นมาในหัวเต็มไปหมด ผมรีบจดไว้ในกระดาษก่อนมันจะเลือนหายไป แค่คิดเล่นๆ ก็มีความสุขดีไปอีกแบบ อย่างนี้สินะที่เค้าเรียกว่าอารมณ์ศิลปินต้องใช้เวลาบางครั้งไอเดียมันก็มาในเวลาที่เราไม่ทันตั้งตัว
               ผู้มาเยือนหลายคนเดินไปรอบๆ จนเป็นวงกลมเพื่อเก็บภาพให้ได้มากที่สุด พอมาครบรอบที่โตเกียวสกายทรี พระอาทิตย์ก็เริ่มลับขอบฟ้า อาคารต่างๆ เริ่มเปิดไฟ โตเกียวทาวเวอร์ เริ่มมีแสงไฟสีแดงตั้งแต่ฐานขึ้นไปจนถึงบนยอด อีกไม่นานท้องฟ้าก็ถูกปกคลุมด้วยสีดำสนิท โตเกียวทาวเวอร์มีสีแดงเข้มสวยจนสายตาหลายคู่หยุดมองแบบไม่กระพริบ ตั้งอยู่กลางความมึดของตึกรอบๆ เป็นที่สนใจของคนทุกคนที่ขึ้นมาจนย้ายมารวมตัวกันที่จุดนี้เพื่อถ่ายรูป

               คู่รักหนุ่มสายผมทองนั่งโต๊ะบริเวณนี้ตั้งแต่ฟ้ายังขาวสว่าง จนท้องฟ้ากลายเป็นสีฟ้าเข้มและมึดสนิท เพื่อรอดูวิวแบบนี้นี่เองดูและโรแมนติกจริงๆ ถ้าใครจะมาแต่งงากันหรือคบกับแฟนที่นี่ก็เป็นอีกตัวเลือกนึงที่น่าสนใจทีเดียว สมุดโน๊ตที่พกติดตัวมาในกระเป๋าถูกหยิบออกมาจดอะไรเล็กๆ น้อยๆ ที่คิดขึ้นได้ เผื่อว่ากลับไปแล้วจะใช้ประโยชน์อะไรบ้างจนกลายมาเป็นหนังสือเล่มนี้
               หลังจากคนรอคิวถ่ายรูปน้อยลง ก็คงเป็นคิวของเราบ้าง แต่เพราะการเดินเที่ยวมาทั้งวัน หน้าหมองคล้ำ ผมฟูจนไม่เป็นทรงถ่ายยังไงก็ไม่ประทับใจ เลยให้เถ่ายแต่ภาพบรรยากาศแทน มาคิดทีหลังแล้วน่าเสียดายจริงๆ

               เรากลับลงมาชั้น 1 พร้อมกับความหิว คู่แม่ลูกชาวญี่ปุ่นสองคนกำลัง เก้ๆ กังๆ กับป้ายราคาบริเวณทางเข้า เอมจึงยื่นเอกสารลดราคาที่ปริ้นมาให้  แม่ ลูก ก็ทำหน้างงๆ เหมือนจะฟังภาษาอังกฤษไม่รู้เรื่อง เลยได้แต่บอกว่า “For discount” อยู่หลายรอบแล้วเดินออกไป เค้าสองคนจะรู้ไหมว่ากระดาษแผ่นนั้นใช้ทำอะไร เค้าจะรู้ไหมว่ากระดาษแผ่นนั้นราคา 120 เยน
               เราเดินกลับมาร้านปิ้งย่าง  Akitaya ซึ่งอยู่ไม่ไกลมาก หน้าร้านไม่มีคิวลูกค้าแล้ว แต่พอเข้าไปในร้านกลับมีลูกค้านั่งอยู่เต็มร้านพร้อมคุยกันเสียงกันอย่างสนุกสนาน พ่อครัวให้เราสองคนขึ้นลิฟต์ไปชั้นสอง คงเป็นเพราะพื้นที่ร้านจำกัดเลยไม่มีบันได ขนาดของลิฟต์ก็ยืนได้สองคนพอดีเกือบอึดอัด เหลือโต๊ะว่าง 2 ที่นั่งราวกับถูกจองไว้สำหรับเรา  ทุกคนกำลังนั่งคุยกันอย่างสนุกเหมือนเดิม ไม่มีใครสนใจใคร

               พ่อครัวคนเดิมเอาเมนูมาเสริฟพร้อมกับผ้าขาวอุ่นที่ห่อด้วยพลาสติกมีไอน้ำเกาะรอบๆ แล้วเปิดเมนูแนะนำให้ให้เราได้เลือก แต่ว่าในเมนูมีแต่ภาษาญี่ปุ่นและรูปภาพ ไม่ว่าจะพูดยังไงก็สู้เสียงลูกค้าที่อยู่ในร้านไม่ไหวและพ่อครัววัยกลางคนก็เหมือนจะฟังภาษาอังกฤษไม่รู้เรื่อง เหมือนกำลังถูกกดดันในการสั่งอาหาร ผมแอบเห็นโต๊ะข้างๆ สั่งเนื้อ 2 ไม้แต่ไม่รู้ว่าเป็นเนื้ออะไร ถามพ่อครัวกลับไปว่าคืออะไร ก็ตอบไม่ได้ เราเปิดเมนูไปมาหลายรอบจนพนักงานกลับมาถามอีกครั้ง ผมเลยชี้ไปว่าเอาเหมือนโต๊ะข้างๆ สองไม้ และสั่งอาหารหน้าตาประหลาดอีกหนึ่งอย่างพร้อมกับเบียร์ 2 แก้ว
               เสียงคุยกันในร้านยังคงดังต่อเนื่องและออกรส บางโต๊ะก็กินข้าวอย่างอร่อย”
               โต๊ะที่เรานั่งกลับครัวติดกันไม่มีประตูกั้น กลิ่นหอมเนื้อย่างในครัวลอยออกมาเพิ่มความหิวเราและเกาะตามเสื้อผ้า ไม่นานพ่อครัวคนใหม่ก็เอาเนื้อที่เราสั่งมาเสิร์ฟ พร้อมกับเมนูหน้าตาประหลาด ผมไม่รู้ว่ามันคือเนื้ออะไร หั่นเป็นชิ้นๆ มีหนังและติดมันนิ่มๆ มีน้ำเล็กน้อย โรยด้วยต้นหอมหั่น แต่รสชาติอร่อยดี คุ้นลิ้นคล้ายกับอาหารกับที่ไทยเลยกินไปหลายชิ้น คิดเอาว่ามันเป็นหมูไม่ใช้เนื้อสัตว์อย่างอื่นไม่งั้นคงอ้วกบนโต๊ะในร้านแน่ๆ

               เสียงข้อความในโทรศัพท์ดังขึ้นจากเพื่อนในเฟสบุ๊คที่มาเที่ยวญี่ปุ่นเหมือนกัน แต่ตอนนี้กำลังเดินซื้อของฝากให้เพื่อนแถวชินจูกุ ถามไถ่เรื่องที่จะไปเที่ยวและสถานที่แนะนำ เราคุยกันหลายเรื่องจนจบที่เรื่องร้านฝากสุดสยิวที่กำลังจะซื้อกลับไปฝากเพื่อนที่ไทย
               ร่างกายกลับมาซู่ซ่าอีกครั้งหลังจาได้กินเบียร์เย็นๆ เราเดินจากร้านไปสถานีรถไฟที่อยู่ใกล้ๆ
               ก่อนจะกลับวันนี้เราต้องกลับไปที่สถานี Ueno เพื่อเอากระเป๋าเดินทางที่ฝากไว้  เสื้อผ้าเต็มไปด้วยกลิ่นเนื้อปิ้งย่าง ในหัวเริ่มมึนและง่วงจากเบียร์แก้วขนาดกลางในร้านปิ้งย่าง แต่ที่หนักกว่าคงเป็นอาการเมื่อยขาจากการเดินทั้งวัน
               ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูจำนวน Step ที่เดินไปทั้งวันที่วัดได้ แทบไม่เชื่อสายตาตัวเองจนขยี้ตาดูอีกครั้ง จำนวน 23,787 ก้าว คือที่เราเดินวันนี้และเป็นวันที่เดินเยอะที่สุดในบันทึกที่ผ่านมาเลยก็ว่าได้

—– จบตอน 1-5 —–

Tokyo Diary | บันทึก 1-5 วันแรกที่โตเกียว

Tokyo Diary | บันทึก 6-9 ออกไปเที่ยวในต่างเมือง

Tokyo Diary | บันทึก 10-13 ปีนฟูจิไม่โหดอย่างที่คิด

Tokyo Diary | บันทึก 14-17 การเดินทางที่สิ้นสุด