Tokyo Diary | บันทึก 6-9 ออกไปเที่ยวในต่างเมือง

26/05/2018 7:08 PM การเดินทาง 302 views

6 – เหมือนฝันไป


 

               เช้าวันอาทิตย์ วันแห่งการพักผ่อนของคนหลายกลุ่มในเมืองหลวงหลังจากทำงานเหน็ดเหนื่อยมาหลายวัน แต่ยังเป็นวันทำงานของคนอีกหลายกลุ่มเช่นกัน บนถนนในสวนสาธารณะเต็มไปด้วยคุณลุง คุณป้าที่กำลังปั่นจักรยาน บ้างก็เดินยืดเส้น บ้างก็วิ่งออกกำลังกายสวนทางกับเราที่กำลังเดินไปขึ้นรถไฟ จากที่พัก เราโดยสารรถไฟสายสีฟ้ามาจนถึงสถานีรถไฟปลายทางสายมีเทา ผ่านการเปลี่ยนขบวน เปลี่ยนสถานีหลากหลายเที่ยวจนจำไม่ได้ ความเจริญในโตเกียวไม่ได้กระจุกตัวอยู่ที่เดียวแต่ถูกแผ่ขยายไปตามย่านต่างๆ และการเดินทางที่สะดวกสบาย ทำให้เป็นแหล่งเรียกนักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชม เช่น เราสองคน
               บนสถานีรถไฟมีประตูทางออกมากมาย จนไม่รู้ว่าทางออกไหนจะไปที่ใดจนเราต้องนำแผนที่ออกมากางและวางแผนว่าจะเดินไปทางไหนดี เฉกเช่นเดียวกันกับนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นๆ

               เราเริ่มต้นเดินจากใต้สถานีรถไฟฟ้า ข้ามไปอีกฝั่งของแม่น้ำเมกุโระซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นเหมือนคนอื่นๆ ตลอดทางข้างแม่น้ำมีต้นซากุระเรียงเป็นแถวทั้งสองฝั่งจนมองไม่เห็นจุดจบ เอมบอกว่าถ้ามาย่านนี้ในช่วงฤดูหนาว จะได้เห็นดอกซากุระสีชมพูบานสะพรั่งเต็มทั้งสองฝั่ง และตอนกลางคืนจะมีโคมไฟดับตกแต่งอย่างสวยงาม เรียกนักท่องเที่ยวที่มาเยือนและชาวญี่ปุ่นเองให้ออกมาเดินถ่ายรูปสัมผัสอากาศหนาวในย่านนี้จนแทบไม่มีที่ว่างให้ยืนถ่ายรูป เสียดายช่วงที่เรามาเป็นฤดูร้อน ไม่ได้เห็นซากุระเปลี่ยนสี แต่ก็ยังคงมีใบสีเขียวให้ร่มเงาตลอดทางเดิน ครั้งหน้าถ้ามีโอกาสคงไม่พลาดที่จะมาถ่ายรูปที่นี่ในช่วงที่ดอกซากุระบานอีกครั้ง
               ย่านนี้ไม่ได้มีแค่ต้นซากุระที่เป็นจุดเด่นเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีร้านอาหาร ร้านขนม ร้านเสื้อผ้าวัยรุ่นที่กระจายกันอยู่เต็มไปหมด ทำให้เราได้เดินดูแต่ละร้านและสัมผัสบรรยากาศระหว่างทางไปด้วย หากหิวน้ำก็มีตู้กดน้ำข้างทางที่มีอยู่เกือบทุกหัวมุมถนนให้บริการ

               ร้านขนมในย่านนี้แทบทุกร้านจะเป็นร้านที่เปิดขายโดยเจ้าของร้านเองไม่ได้มีสาขาหรือแฟรนไชส์ ร้านเสื้อผ้าก็เป็นเอกลักษณ์มีให้เลือกหลากหลาย คล้ายกับตลาดนัดจตุจักร ไม่ใช่ร้านหรูหรือแบรนด์เนม ในช่วงวันหยุดทำให้ร้านค้าคึกคักเป็นพิเศษทั้งร้านเสื้อผ้าผู้ชายและเสื้อผ้าผู้หญิงก็มีวัยรุ่นเข้าไปเลือกดู มีราคาตั้งแต่จับต้องได้จนถึงแพงมาก เราเดินเข้าออกร้านเสื้อผ้าหยิบมาลองดูราวกลับว่าจะซื้อสักสองสามตัว แต่เปล่าเลย งบประมาณที่เราตั้งไว้ไม่มีรายการสำหรับซื้อของเหล่านี้
               เดินผ่านร้านเสื้อผ้าออกมาเรื่อยๆ เราก็เจอกับร้านขนมหน้าตาชวนลิ้มลองที่อยู่ในรายการอาหารขึ้นชื่อของย่านนี้
               ร้าน “Happy Pudding Mahakara” หลบอยู่ในมุมเล็กจากถนนหลัก ถ้าไม่สังเกตให้ดีก็คงจะไม่เห็น พุดดิ้งสีสันสนใสถูกบรรจุอยู่ในโหลแก้วขนาดเล็ก ผมถูกใจกับพุดดิ้งชาเขียวเป็นพิเศษราคาเพียง 420 เยน สิ่งที่ชอบไม่ใช่แค่กลิ่นพุดดิ้งที่หอมชาเขียวเท่านั้น เนื้อพุดดิ้งที่นุ่มลิ้นหลังจากได้ชิมคำแรกก็อร่อยไม่แพ้กัน อีกทั้งการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ใช้โหลแก้วอันเล็กปิดฝาและห่อด้วยกระดาษสีตามสีของพุดดิ้งและรัดด้วยเชือก ช่างยั่วยวนให้เรายอมเสียเงินชิมจริงๆ เสียดายที่ร้านไม่มีที่ให้นั่งไม่งั้นเราคงจะหมดตังค์กับพุดดิ้งรสชาติอื่นอีกหลายขวดแน่ๆ

               หลังจากชิมพุดดิ้งชาเขียวและนั่งพักจนหายเหนื่อยก็ออกเดินทางต่อ จากหัวมุมถนนจนมาถึงร้านหนังสือข้างทาง คนชอบหนังสืออย่างผมจึงไม่พลาดที่จะแวะเข้าไปดู ด้วยความสงสัยและแปลกใจ ทว่าเจอร้านเสื้อผ้าร้านของกินก็แปลกใจแล้วว่าเค้าเปิดร้านกันแถวนี้ขายได้บ้างรึป่าว แทบจะไม่เห็นคนเดินเข้าไป ยิ่งร้านหนังสือใครจะแวะเข้ามา แต่พอได้เข้าไปในร้านกลับเจอทั้งคนญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวชาวยุโรปอีกหลายคนกำลังหยิบหนังสือมาเปิดดูกันแน่นร้าน เยอะกว่าร้านเสื้อผ้าเสียอีก ไม่แปลกใจเลยว่า หนังสือแปลที่ผมชอบอ่านที่ไทยเป็นหนังสือขายดีในญี่ปุ่น คงเป็นเพราะคนญี่ปุ่นชอบอ่านหนังสือกันมากแน่ๆ แม้แต่บนรถไฟก็ยังมีคนหลายกลุ่มเลือกที่จะอ่านหนังสือมากกว่าจ้องมือถือ
               ในช่วงฤดูร้อนนักท่องเที่ยวและชาวญี่ปุ่นอาจจะไม่เยอะเท่าฤดูหนาวทำให้เราเดินเล่นและถ่ายรูปได้สบาย ไม่ต้องรีบเร่ง เราใช้เวลาเกือบครึ่งเช้าเดินดูร้านต่างๆ จนลืมไปว่ายังไม่มีอะไรตกถึงท้อง มองนาฬิกาอีกทีเข็มสั้น เข็มยาวก็ชี้ตรงเลข 12 แล้ว จึงเปลี่ยนจากเดินไปเรื่อยๆ เป็นเดินตามหาร้านข้าวกลางวันที่จดไว้ในรายการของวันนี้

               โชคดีที่เราเดินมาไกลพอสมควรทำให้เจอร้าน “Aoya Next Door” โดยไม่เสียเวลาเดินตามหา เป็นร้านที่ตั้งใจว่าจะมากินมื้อเที่ยงพอดี หน้าร้าน Aoya ไม่ได้อยู่ติดถนนข้างแม่น้ำแต่ตั้งหลบอยู่หลังบ้านในซอยเล็กๆ อีกที ข้างในร้านมีขนาดไม่กว้างมาก มีเพียงโต๊ะ 4-5 โต๊ะ และโต๊ะหน้าเคาเตอร์ประมาณ 4-5 ที่นั่ง ทำให้ไม่รู้สึกอึดอัดเกินไปแล้วดูจะเป็นที่ชื่นชอบของลูกค้ากลุ่มอื่นๆ อีกทั้งบรรยากาศในร้านก็ตกแต่งด้วยไฟสีส้มแดง ซึ่งเป็นสีที่เพิ่มความอยากอาหารอีกด้วย
               หลังจากเดินเข้าไปในร้านก็เจอกับเคาเตอร์เก็บเงินและครัวที่มีแม่ครัวสาวๆ กำลังเตรียมอาหารอย่างตั้งใจ พนักงานสาวผมสั้นคาดด้วยโบว์นำเมนูมาเสิร์ฟพร้อมกล่าวทักทายเป็นภาษาญี่ปุ่นที่ผมเริ่มคุ้นหูเพราะได้ยินมาหลายวัน “อิรัชชัยมาเสะ” พร้อมยื่นเมนูให้เราได้เลือก เราตัดสินใจอยู่นานว่าจะเลือกสั่งอะไรดีเพราะเมนูน่าทานหมดทุกอย่างจึงต้องขอคำแนะนำจากพนักงานว่าเมนูไหนเป็นที่นิยม เค้าชี้มาที่เมนูในเล่มพร้อมทั้งบรรยายต่างๆ เป็นภาษาญี่ปุ่นที่ผมฟังไม่ออกเลย จนผมต้องชี้ไปที่เมนูนั้นว่าและถามกลับว่า “เมนูแนะนำใช่ไหมครับ” พนักสาวตอบกลับว่าใช่ ซึ่งเป็นภาพเมนูบะหมีเย็นที่มีเต้าหูกับไข่ต้มและยังมีเครื่องเคียงเป็นผักกับข้าวญี่ปุ่นแยกให้อีกด้วย….มื้อนี้เราเสียไป 1400 เยน
               เรามัวแต่ถ่ายรูปอาหารที่ได้จนลืมความรู้สึกหิวข้าวไปเลย ในหัวกำลังคิดว่าเราอาจจะได้ใช้ข้อมูลร้านนี้ทำอะไรสักอย่าง รู้สึกตัวอีกทีถูกสายตาหลายคู่จับจ้องมาที่เราราวกับไม่ใช่คนท้องถิ่น แน่นอนอยู่แล้วเพราะเราเป็นผู้มาเยือนและรู้สึกตื่นเต้นกับสิ่งที่ได้เห็น แต่อาจจะเยอะกว่าผู้มาเยือนคนอื่นๆ ก็ได้

               ลูกค้าคนอื่นเริ่มเข้าร้านมาเรื่อยๆ เราเลยหยุดถ่ายรูปแล้วเริ่มกินอาหารที่วางอยู่ตรงหน้า
               เส้นโซบะในน้ำซุปเย็น ผสมกลิ่นกระเทียมเจียวกับเต้าหู้มีความกลมกล่อมกำลังดี ตักมาราดข้าวญี่ปุ่นร้อนๆ ก็ช่างเข้ากันเหลือเกิน จนอยากตะโกนออกไปว่า “โออิชิ” ผมยังจำรสชาตนั้นได้จนถึงตอนนี้ และถ้ามีโอกาสจะกลับไปอีกกินครั้ง กระเพาะอาหารที่ไม่มีอะไรเป็นเครื่องสังเวยตั้งแต่เช้า มีเพียงแค่นมกล่องเดียว ทำให้มื้อแรกที่ร้านนี้ถูกกำจัดจนไม่เหลือเศษอาหารทิ้งไว้ในจาน และเป็นอาหารมื้อแรกของวันที่เต็มไปด้วยความสุข ความอร่อย ครึ่งวันที่เหลือเรามีพลังเต็มเปี่ยมสำหรับเดินทางต่อแล้ว

               ลูกค้าหน้าเก่าเริ่มจากไป ลูกค้าหน้าใหม่เริ่มเข้ามาๆ จนเราคิดได้ว่าใช้เวลากับมื้อเที่ยงในร้านนานเกินแล้ว เกรงใจทางร้านที่มีลูกค้ากลุ่มอื่นมารอคิว จนรีบเช็คบิลก่อนเดินออกจากร้านข้ามสะพานมาอีกฝั่งของแม่น้ำมากุโระ ที่ดูเหมือนฝั่งนี้จะครึกครึ้นกว่าอีกฝั่งหนึ่ง มองไกลๆ เห็นทั้งนักท่องเที่ยวและชาวญี่ปุ่นกำลังรวมกลุ่มกันอยู่กลุ่มใหญ่ เห็นป้ายรองเท้า Nike ก็คิดว่าที่ร้านคงกำลังลดราคากระหน่ำซัมเมอร์เซลล์จนวัยรุ่น ผู้ใหญ่ กำลังแย่งกันซื้อเหมือนที่แม่บ้านญี่ปุ่นกำลังเข้าคิวแย่งกันซื้อของเซลล์ซุปเปอร์มาร์เก็ตในการ์ตูนญี่ปุ่นก็ได้ แต่กลับไม่ใช่อย่างที่คิด หน้าร้านที่คนกลุ่มใหญ่กำลังรวมตัวกันอยู่ คือร้านไอศกรีม “FUWAGORI” ซึ่งอยู่อีกฝั่งตรงข้ามกับร้าน “Happy Pudding Mahakara”
               ร้าน “FUWAGORI” เป็นร้านไอศกรีมขึ้นชื่อของย่านนี่ ราคาเพียง 500 เยนและขนาดถ้วยใหญ่มาก มี 3 รสคือ Milk Ichigo, Uji Matcha และ Chocolate Mint เปิดเวลา 11 โมงเช้าจนถึง 5 โมงเย็นหรืออาจปิดก่อนถ้าขายหมด ปิดทุกวันจันทร์และวันที่ฝนตก ซึ่งมีการทำไอศกรีมสดๆ ให้ลูกค้าทานหน้าร้านเลย จากขั้นตอนการทำและคิวที่เข้าแถวรอของลูกค้ากว่าจะได้กินคงอีกหนึ่งชั่วโมงแน่ๆ

               เราเดินออกจากถนนข้างแม่น้ำ ออกมาที่ถนน Yamate Dori ซึ่งเป็นถนนหลักและมีร้านค้ามากกว่า ในช่วงบ่ายวันที่อากาศร้อน บนถนนเต็มไปด้วยร่มกันแดด บ้างก็มีพัดอันเล็กช่วยบัง เราหลีกเลียงที่จะเดินบนถนนหลักโดยหลบไปเดินในซอยเล็กๆ เอมพาผมเดินตามหาร้านเครื่องเขียนเล็กๆ ในซอย อีกฝั่งของถนน เดินไม่นานก็มาถึงร้าน “Travel’s Factory” ที่หลบอยู่ในซอกซอยราวกับกำลังเล่นตามเขาวงกต
               “Travel’s Factory” ร้านเครื่องเขียนที่ไม่ได้มีแค่เครื่องเขียนอย่างเดียว ยังมีสมุดโน๊ต ของที่ระลึก โปสการ์ด กระเป๋า ถุงผ้า ตราปั้มและอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับการเดินทาง โดยมีคอนเซ็ปคือให้ลูกค้าได้ออกแบบตกแต่งสมุดโน็ตของตัวเองได้ตามต้องการเหมือนกับการเริ่มต้นบันทึกหรือเขียนเรื่องราวการเดินทางที่ได้มาพบเจอที่ร้านแห่งนี้
               ในร้านถูกแบบเหมือนกับร้านอุปกรณ์ช่างไม้ งานผีมือที่ออกแบบด้วยความปราณีต ตกแต่งและจัดวางสไตล์ลอฟท์ เน้นโทนสีน้ำตาล เทา ดำ มีความเป็นระเบียบและจัดวางสินค้าเป็นหมวดหมู่ ถ้าใครได้แวะมา คงต้องชอบมาเหมือนคนอื่นๆ ที่กำลังสนุกกับการเลือกสินค้าอยู่แน่ๆ
               บริเวณชั้นสองของร้านมีโต๊ะให้ลูกค้าได้ตกแต่งสมุดโน๊ตที่ซื้อตามความต้องการ มีทั้งตราปั้ม ดินสอสี ปากกา เรียกได้ว่าอุดหนุนสินค้าแล้วสามารถใช้งานได้เลย นอกจากนี้ยังมีสินค้าประเภทสร้อยข้อมือและพวงกุญแจที่นำเข้าจากไทยด้วย สามารถหาได้ตามตลาดนัดเจเจกรีน แต่ราคาสูงกว่าเกือบเท่าตัว


               ลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ เริ่มเข้ามา จนถึงเวลาของเราที่ต้องไป
               ก่อนจะเดินทางกลับไปยังสถานีรถไฟ ร้านค้าที่เขียนด้วยป้ายใหญ่ว่า 100 เยนก็ดูดเราเข้าไปโดยไม่รู้ตัว ตะกร้าเต็มไปด้วยสินค้าหลายชิ้น เดินวนไปในร้านอยู่หลายรอบเพื่อหลบอากาศร้อนแต่คิดว่าถ้าจะเหมาจากร้านนี้คงจะแบกกลับไม่ไหว สุดท้ายก็ได้แต่เลือกของที่จำเป็น ย่าน “Nakameguro” ที่ถูกเขียนเป็นรายการท่องเที่ยวในสมุดโน้ตแทบไม่มีอะไรสะดุดตาและดึงดูดให้มาเยี่ยมเยือน อยู่ในขอบแผนที่ที่ไม่ได้เป็นที่น่าสนใจด้วยซ้ำ แต่พอได้ลองมาสัมผัสกลับไม่เป็นอย่างที่คิด ถึงแม้จะอยู่นอกเมือง แต่ว่าเจริญไม่แพ้ย่านอื่น
               หากจะมีบ้านสักแห่งในญี่ปุ่นคงจะเลือกย่านนี้เพราะไม่วุ่นวายและไม่เงียบจนเกินไป เหมาะกับการพักผ่อนและทำร้านขนมเล็กๆ เหมือนร้านที่เราไปชิมมา ถ้าใครเป็นคนชอบถ่ายรูป นั่งชิว จิบกาแฟอ่านหนังสือหรือนั่งทำงาน ใช้ชีวิตในโตเกียวแบบสโลว์ไลฟ์ ต้องไม่พลาดที่จะแวะมาชมย่านนี้สักครั้งและจะพบว่าชีวิตเรียบง่ายหาได้ไม่ยากเสียดายสิ่งที่คิดไว้เหมือนความฝัน เราคงต้องตื่นไปเผชิญกับชีวิตจริงที่อื่นต่อ ไว้วันใดเมื่อเราอ่อนล้าและหมดแรงจะกลับมาฝันถึงที่นี่ต่อ

 


7 – หัวใจพองโต


 

               หากหยิบแผนที่ “Tokyo Subway Route Map” ขึ้นมากางดู หลายคนคงจะสะดุดตากับตัวหนังสือใหญ่ๆ ที่เป็นย่านดัง อย่าง Ueno, Ikebukuro, Shibuya หรือ Shinjuku แต่เรากลับเลือกไปในย่านที่ตั้งอยู่เกือบขอบของแผนที่ ย่านที่ไม่ได้รับความสนใจเท่าไหร่จากนักท่องเที่ยวมือใหม่ที่เรียกตามชื่อสถานีรถไฟว่า “Jiyugaoka”
               ย่านที่เต็มไปด้วยคนท้องถิ่นและผู้มาเยือนที่กำลังเดินสวนทางผ่านกันไปมาในยามบ่ายของฤดูร้อน ชีวิตที่เรียบง่ายและสโลว์ไลฟ์เริ่มครึกครึ้น ย่านนี้ร้านค้า ขึ้นชื่ออย่าง Muji, Gap, Uniqlo ก็มีสาขาอยู่ที่นี่ด้วย ร้านขายของที่เต็มไปด้วยผู้คน ถึงแม้จะนั่งรถไฟออกมานอกเมืองแต่ยังเหมือนเดินเล่นอยู่ใจกลางเมือง
               เราเดินออกจากสถานีรถไฟฟ้ามาก็พบกับสวนเล็กๆ กลางถนน จะเรียกว่าสวนสาธารณะเต็มปากก็ไม่ได้เพราะไม่มีทุ่งหญ้าให้วิ่งเล่นมีแค่ต้นไม้ต้นใหญ่ให้ร่มเงาและมีเก้าอี้ให้ได้นั่งหย่อนขาอยู่ตลอดทางเดิน เอมเล่าว่า บริเวณนี้เมื่อเคยเป็นคลองมาก่อนและถมคลองเพื่อทำเป็นถนนให้คนได้เดินและนั่งพักจนถึงทุกวันนี้ โดยเรียกว่า “Green Street” เป็นถนนยาวมาตั้งแต่ รถไฟสถานี Midorigaoka ระยะทางเกือบ 1.5 กม.

               เราเข้าไปในร้าน Muji สิ่งแรกที่คิดถึงไม่ใช่การชื่นชมสินค้าของ Muji ในร้านแต่เป็นแอร์เย็นๆ ที่แผ่ขยายออกประตูมาจนถึงหน้าร้าน จนดึงดูดให้หลายคนเข้าไปหลบแดดร้อนๆ ที่อยู่ด้านนอกประตู ในร้าน Muji ก็ยังคงสินค้าเรียบงานสไตล์ญี่ปุ่นโทนสีขาว น้ำตาล ดำ พอได้เดินเล่นจนสาแกใจพอหอมปากหอมคอ เราออกจากร้าน Muji และเดินเข้าร้านนั่นออกร้านนี้ เจอสินค้าแปลกใหม่ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนเต็มไปหมด จนไม่รู้สึกเหนื่อย ย่านนี้ไม่มีรถวิ่งไปมาตามถนน เป็นย่านช้อปปิ้งอีกย่านนึงที่สามารถเดินได้โดยไร้เสียงรบกวนจากรถยนต์และตลอดทางเดินก็เป็นระเบียบ สะอาด สร้างความสุขให้กับคนท้องถิ่นและบรรดานักท่องเที่ยวขาจรอย่างเราประทับใจ
               กลิ่นหอมขนมของร้านแห่งหนึ่งตรงหัวมุมถนนลอยออกมานอกร้านในเวลาที่เรากำลังหมดแรงพอดี กระเพาะอาหารส่งเสียงร้องจ๊อกๆ เมื่อได้รับกลิ่นทางจมูก แน่นอนว่านั้นคือกระเพาะและจมูกของผมเอง หัวใจก็เรียกร้องให้เราเดินตามกลิ่นหอมนั้นไปจนเจอร้านดังกล่าว
               ร้าน “Bake Cheese Tart” ร้านขนมที่มีขายแล้วที่ไทย แต่สารภาพเลยว่าผมยังไม่เคยได้กินมาก่อน แต่วันนี้ได้มากินถึงโตเกียว ไม่ว่าคิวจะยาวแค่ไหนเราก็ยอมรอเพราะกลิ่นหอมช่างยั่วยวนใจเหลือเกิน

               เราซื้อคนละชิ้นพอหอมปากหอมคอ แล้วขึ้นไปกินบริเวณชั้น 2 ของร้าน”
               ถ้าหากเราสั่งแบบทานที่ร้านก็คงจะได้ถาดถือขึ้นมาถ่ายรูปสวยๆ แต่บังเอิญเราสั่งกลับบ้านแต่เปลี่ยนใจขึ้นมานั่งพักสายตา มองออกไปนอกหน้าต่างจะเห็นรถไฟที่กำลังเข้าออกสถานี Jiyukaoku และคนที่เดินผ่านไปมาพร้อมด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ตรงข้ามร้าน “Bake Cheese Tart” เป็นร้านค้าที่เพิ่งเปิดใหม่และร้านค้ากำลังจัดแสดงสินค้า มี 2 ชั้น อุณหภูมิ 30 องศาในบ่ายวันนี้ไม่สามารถเรียกเราให้แวะร้านค้าที่อยู่ข้างนอกที่ไม่มีแอร์ได้ เราเดินขึ้นไปบริเวณชั้น 2 แม้ว่าจะพนักงานขายจะตะโกนเรียกลูกค้าด้วยโปรโมชั่นที่น่าสนใจก็ไม่ทำให้ใครหลายคนใจอ่อน
               ร้าน Natural Kitchen และ One’s terrace อยู่ล็อกที่ 8 และ 9 เต็มไปด้วยลูกค้ากลุ่มใหญ่ คิดว่าร้านนี้ต้องมีอะไรเด็ดๆ เพราะมีคนสนใจเลือกสินค้าอยู่เต็มร้าน ผมก็คงเป็นเหยื่อการตลาดเหมือนที่หนังสือหลายเล่มเขียนไว้ เห็นอะไรกำลังเป็นที่นิยมไม่ได้ศึกษาให้ดีก่อนเป็นต้องขอตามกระแสตลอด
               แต่จะว่าไปกระแสที่เราตามเข้ามาก็ไม่ได้ทำให้เราผิดหวัง ร้านค้าที่ลูกค้าแน่นร้านมีของที่โดนใจหลายชิ้น ร้านขายของเล่นเด็ก ต้นไม้ เครื่องเขียน ของใช้ในครัวเรือนและกระเป๋า ที่จัดเรียงกันไว้บนชั้นอย่างสวยงามจนต้องหยิบกล้องออกมาถ่ายรูป มองไปมุมไหนก็เป็นระเบียบและสวยดูน่าค้นหา แต่อาจจะถ่ายรูปยากหน่อยเพราะลูกค้าในร้านค่อนข้างเยอะและเต็มตลอดเวลา แถมอาจจะต้องระวังหน่อยเพราะบางร้านก็ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูป อาจจะโดนพนักงานว่าเอาได้

               สินค้าน่ารักทั้งหลายดึงดูดผมให้ควักเงินออกจากกระเป๋าหลายครั้ง แต่สุดท้ายเมื่อเปิดกระเป๋าดูก็ต้องเศร้ากับเงินที่เหลืออยู่น้อยนิด ไม่รู้ว่าร้านค้าเหล่านี้ได้หลักการเรื่องการจัดวางของ ด้านบน ด้านล่าง สินค้าขายดีสินค้าแนะนำ หรือทางออกควรวางสินค้าประเภทไหน ตามหลักการตลาดที่เคยอ่านมารึป่าวนะ คำถามนี่ยังคงคาอยู่ในใจผมจนถึงทุกวันนี้

               จากฝั่งนี้เรากำลังรอรถไฟที่จอดรับผู้โดยส่งในสถานี Jiyugaoka แล่นผ่านเพื่อข้ามถนนไปอีกฝั่งขอองถนน รถไฟวิ่งออกจากสถานีด้วยความเร็วผ่านถนนที่เป็นทางโค้งพัดเอาลมเย็นๆ มาเสิร์ฟเราที่ยืนอยู่ข้างทางจนเกือบปลิว หลายคนที่อื่นอยู่ด้วยกันตอนนั้นจะคิดเหมือนกันไหมนะ
               “รถไฟมันจะหลุดออกจากรางมาชนพวกเราที่ยืนอยู่เต็มข้างทางทั้งสองฝั่งไหม”
               หลังจากรถไฟผ่านไป ไม้กั้นก็โยกขึ้นเป็นสัญญาณแสดงถึงการอนุญาตให้เราเดินข้ามไปอีกฝั่งและคนที่อยู่อีกฝั่งก็เดินข้ามมาฝั่งนี้ได้ เราเดินข้ามไปอีกฝั่งที่เป็นทางลาดชันเหมือนขึ้นเขา หัวมุมของซอยมีร้านขนมเป็นจุดเด่นให้ใครหลายคนแวะเข้าดู เอมอยากเข้าไปถ่ายรูปข้างในร้าน “Hachinoya Jiyugaoka” แต่ถ้ากินอีกคงไม่ไหวแล้ว เราเลยแอบเดินเข้าไปดูเฉยๆ
จากข้างหน้าร้านขนมมองไปตามถนนจะเห็นชั้นสองของสถานีรถไฟ Jiyugaoku ซึ่งมีรถไฟสองสายวิ่งผ่าน เหมือนเป็นประตูหน้าบ้านคอยตอนรับผู้โดยสายเข้าสู่สถานีราวกับว่าเรายืนอยู่สยามสแควร์วันหันหน้าเข้าบีทีเอสสถานีสยามยังไงอย่างงั้นแต่ที่นี่ไม่มีเสียงรถยนต์เสียงดังมารบกวนเราแค่นั้นเอง

               บนถนนทางลาดชันมีผู้หญิงวัยกลางคนกำลังปั่นจักรยานที่มีลูกชายนั่งซ้อนท้ายอยู่ข้างหลังและลูกสาวนั่งข้างหน้า ทันใดนั้นเด็กชายก็ทำขวดน้ำหล่น ทำให้แม่ของเค้าต้องหยุดรถเพื่อเก็บขวดน้ำให้ลูก ด้วยความที่ของเต็มตะกร้าเหมือนว่าคุณแม่จะไปซื้อของในซุปเปอร์ทำให้บังคับรถและปั่นขึ้นเนินไม่ได้ กลุ่มผู้ชายวัยรุ่นที่เดินผ่านมาเลยเข้าไปช่วยยกของและจับรถไม่ให้ไหล เด็กน้อยยิ้มให้แทนคำขอบคุณ แล้วคุณแม่ลูกสองก็ปั่นจักรยานเข้าซอยหายไป นี่มันอะไรกันนะแค่เรื่องเล็กน้อยที่เกิดขึ้น การได้รับความช่วยเหลือ การแบ่งปันระหว่างเพื่อนมนุษย์ทำให้เราที่ยืนมองอยู่ข้างๆ รู้สึกดีจนหัวใจพองโตขนาดนี้
               ในวันอาทิตย์ช่วงบ่าย เริ่มมีนักท่องเที่ยวออกมาเดินเต็มถนนมากขึ้น เราจึงต้องรีบหาร้านค้าที่เขียนไว้เพื่อจะถ่ายรูปสะดวกก่อนกระอาทิตย์จะตกดิน แต่ร้านแถวนี้มีเยอะแยะเต็มไปหมด และแต่ละร้านก็ดึงดูดและน่าสนใจ เราเดินเข้าร้านนั้น ออกร้านนี้ไปทั่วแต่ก็ไม่ได้อะไรติดมือกลับมาเลย
               เราเดินตรงขึ้นไปทางเดินแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าไปในซอยเล็กๆ เพื่อหาร้านที่น่าสนใจใหม่ๆ ตรงสุดขอบถนถนของอีกฝั่งก็เจอร้าน TODAY’S SPECIAL สาขา Jiyugaoka มี 3 ชั้น ชั้น 1-3 เรียกว่าชั้น Market ขายผักผลไม้ และอุปกรณ์ทำสวนเล็กๆ มีต้นไม้ขนาดเล็กสำหรับใส่กระถางหลายชนิดแต่ละวันก็มีกิจกรรมให้ลูกค้าหรือผู้แวะมาเยี่ยมชมได้ร่วม Workshop
               ชั้น 3 เป็นชั้นครัว ตกแต่งสไตล์ลอฟท์ มีขนม ไอศกรีม ของใช้ในครัวที่ทำจากไม้ และอาหารให้บริการ โดยแต่ละเมนูก็เป็นเมนูพิเศษสมชื่อร้าน พร้อมแนะนำว่า มื้อเช้า มือเที่ยงหรือมื้อเย็นควรทานเมนูไหนและแต่ละเมนูมีส่วนผสมจากผักชนิดใดบ้าง
               หลังจากเดินออกมาจากร้าน TODAY’S SPECIAL ก็เหลือบไปเห็นร้านรองเท้า ABC-Mart ร้านรองเท้าชื่อดังที่มีริวิวเยอะจากนักท่องเที่ยวไทย ใครมาญี่ปุ่นก็ต้องแวะซื้อ ผมเดินตรงไปร้านและหยิบโทรศัพท์มือถือเปิดรูปรองเท้าขึ้นมาดู เดินหารองเท้าอยู่หลายคู่ ไม่ใช่ของตัวเอง แต่เป็นรองเท้าที่เพื่อนๆ ฝากดู แต่พนักงานก็บอกว่าสินค้าไม่มีแล้ว เป็นความโชคดีของผมจริงๆ ที่ไม่ต้องหิ้วระหว่างเดินเที่ยวไปด้วย ส่วนรองเท้าที่ตัวเองอยากได้ก็มีอยู่แล้ว คิดว่ารอกลับจากฟูจิต้องซื้อแน่ๆ

               พลังงานที่ร่างกายได้รับจากขนมเมื่อยามบ่ายเริ่มหมดแล้ว สัญญาณของร่างกายมันเริ่มเตือนโดยเสียงของร้องแบบเดิมบวกกับความอ่อนแรงของขาทั้งสอง จนทำให้เราต้องหาร้านที่ไหนสักแห่งนั่งพักและหาน้ำเย็นๆ เติมพลัง
               ผมแอบบ่นใจในว่าเหนื่อยแล้ว เลยถามเอมไปว่าไปหาอะไรกินกันไหม เอมบอกได้เวลาพอดีขอถ่ายรูปตรงนี้ก่อนแล้วจะพาไปร้านขนมญี่ปุ่น “KOSO-an” ซึ่งอยู่บนถนนเส้นเดียวกับที่เราเดินข้ามมาจากทางสถานีรถไฟ หน้าร้าน KOSO-an มีต้นไม้พุ่มเล็กๆ ตามทางเดิน และไม้ยืนต้นขนาดไม่ใหญ่มากให้ร่มเงา หน้าต่างตกแต่งด้วยกระจกใสทำให้เรามองเห็นลูกค้าที่อยู่ด้านในและลูกค้าที่นั่งกินขนมด้านในก็มองออกมาด้านนอกได้ เรายืนต่อคิวด้านนอกยาวพอสมควรเพื่อรอลูกค้าที่กำลังนั่งกินขนมด้านในแต่ลูกค้าด้านในก็นั่งกินและพูดคุยกันอย่างสนุกสนานโดยไม่รีบร้อนแล้วหันออกมายิ้มเล็กๆ ราวกับเยาะเย้ยว่า “รอไปเถอะย่ะ” แน่นอนว่าประโยคข้างหน้าผมคิดไปเองและแน่นอนว่านั่นไปสิทธิ์ของเค้าที่จะนั่งนานเท่าไหร่ก็ได้
               เอมเล่าว่าร้านนี้ตกแต่งเป็นแบบโบราณ สมัยเอโดะ ข้างในร้านมีที่นั่งประมาณ 10 โต๊ะ จึงมีลูกค้าเข้าแถวยืนรอเต็มหน้าร้าน ที่สำคัญต้องถอดรองเท้าด้วยเพราะที่นั่งเป็นสื่อและโต๊ะญี่ปุ่น ทำเอาผมตกใจไปชั่วครู่เพราะตลอดการเดินทั้งวัน รองเท้าต้องมีกลิ่น ถ้าต้องถอด ไม่อยากจะคิดเลยว่ากลิ่นหอมของขนมหวานกับกินเหม็นของเท้าสิ่งไหนจะแรงกว่ากัน
               โชคดีที่เรามีสเปรย์ดับกลิ่นติดกระเป๋ามาด้วย เราแอบไปฉีดสเปรย์กันก่อน กลัวว่าไปฉีดหน้าร้านคนอื่นจะเห็น พอถึงคิวเข้าไปในร้านก็ต้องเอารองเท้าเข้าไปด้วย คนญี่ปุ่นวางรองเท้าเป็นระเบียบเรียบร้อยจนเราต้องทำตามและโชคดีที่รองเท้าของเราไม่มีกลิ่นรบกวนคนอื่นแต่กระนั้นกลายเป็นกลิ่นรองเท้าคนอื่นที่รบกวนเราแทน


               “คนนิจิวะ” เสียงทักทายของพนักงานสาววัยกลางคนกำลังพูดกับเราและเชิญไปนั่งที่โต๊ะพร้อมยื่นเมนูให้ ผมกับเอมเถียงกันอยู่นานว่าจะสั่งอะไรดี เราอยากกินเหมือนกันซึ่งเป็นเมนูแนะนำของร้านที่มีแค่ฤดูร้อน นั่นก็คือน้ำแข็งใสชาเขียว แต่ถ้าสั่งเหมือนกันก็จะไม่ได้ลองชิมอย่างอื่น เลยต้องสั่งคนละเมนูแล้วแบ่งกันกิน ซึ่งมันเป็นไอเดียที่ดีเลยทีเดียว “ใครจะบ้าสั่งเหมือนกันงั้นก็ไม่ได้ลองชิมอย่างอื่นสิ”
               ลูกค้าหน้าใหม่เข้ามา ระหว่างเรานั่งรอขนมมาเสิร์ฟ เด็กชายญี่ปุ่นกับคุณแม่ผมสั้น เด็กคนนั้นวิ่งผ่านไปมา แถมยังนอนกลิ้งบนพื้นหมุนไปมาเป็นตัวหนอน เรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้กับคนที่นั่งในร้านรวมทั้งผมด้วย เราหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรูปยิ่งทำให้เด็กน้อยผู้ไร้เดียงสาแสดงอาการน่ารักน่าชังออกมาจนคนอื่นต้องขอถ่ายรูปเหมือนเป็นไอดอลประจำร้านแห่งนี้
               สักครู่เมื่อขนมมาเสิร์ฟ เด็กน้อยผู้ไร้เดียงสาคนนั้นก็เดินมาที่โต๊ะเรา มองที่ขนมแล้วยิ้มออกมา ผมไม่ช้าที่จะหยิบกล้องมาถ่ายรูปรอยยิ้มนั้นเก็บไว้ (ก่อนกลับผมได้เซลฟี่ด้วย)
                เมื่อเราได้ขนมแล้วสิ่งแรกที่ทำจนเป็นธรรมเนียมก็คือถ่ายรูป ถ่ายมุมนั้น มุมนี้ จนคนอื่นมองว่าแปลกอีกแล้ว
               ผมเริ่มลงมือตักน้ำแข็งใสคำแรกเข้าปากและคิดว่ามันต้องอร่อยนี่ๆ แต่เปล่าเลย มันจืดมาก เหมือนน้ำแข็งใสโรยด้วยผงชาเขียว “นี่หรอเมนูแนะนำ” ผมถามเอม เอมบอกว่า “เค้าไม่ได้กินอย่างนั้น มันต้องคนให้เข้ากันเพราะที่ราดมันไปอยู่ก้นถ้วยหมดแล้ว” พร้อมยกน้ำเชื่อมมาราดขนมของตัวเอง กลายเป็นเป็นเรื่องหน้าอายอีกอย่างนึงที่เกิดขึ้นวันนี้ แต่ก็เป็นประสบการณ์ใหม่ที่ได้และความทรงจำดีๆ ที่ร้านแห่งนี่ ก่อนที่เราจะเช็คบิลแล้วเดินออกจากร้านไป


 


8 – ผิดแผนแต่แฮปปี้


 

               พระอาทิตย์ดวงเดียวดวงเดิมยังคงปลุกเราด้วยแสงของมันที่ส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาก่อนที่นาฬิกาปลุกที่เราตั้งไว้ตอนเวลาตี 4 จะทำงาน แต่ก็ยังดีกว่าตื่นสายกว่านี้เพราะวันนี้เป็นวันพิเศษกว่าวันอื่นๆ
ที่ว่าพิเศษไม่ใช่จะได้ไปพบแขกคนพิเศษ ไม่ใช่จะได้ช้อปปิ้งย่านพิเศษ แต่เราจะไปสถานที่พิเศษที่คนมาเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรกไม่ค่อยจะไปกัน
               หลังจากอาบน้ำแต่งตัวเก็บของเสร็จเรียบร้อยเราก็ขอพรอยู่ในใจลึกๆ ให้การเดินไปสถานที่แห่งนี่สำเร็จลุลวงผ่านไปด้วยดี ไม่มีอุปสรรคขัดขวาง และมีชีวิตรอดปลอดภัยกลับมาใช้ชีวิตที่เหลือต่อ ดูเหมือนจะเกินไปแต่ในใจเราก็แอบกลัวอยู่หน่อยๆ เพราะสถานที่ที่เราจะไปวันนี้ก็คือ “ยอดภูเขาไฟฟูจิ” ที่ได้ยินคำร่ำลือว่า โหด หิน หอบ จากผู้เขียนหลายๆ คนที่โพสรีวิวไว้ในพันทิป
               จากที่พักเราเดินทางด้วยรถไฟฟ้าสถานีต้นทางมาลงที่สถานี Shinjuku เพื่อต่อรถโดยสารประจำทาง ซึ่งเอมได้จัดการจองตั๋วเดินทางมาให้เรียบร้อยหมดแล้ว เรามาถึงสถานีโดยสารด้วยความง่วง แต่กลับกลายเป็นตื่นเมื่อได้เห็นสถานีรถโดยสาร Shinjuku
               สถานีโดยสารเต็มไปด้วยผู้คน ความเป็นระเบียบ ความสะอาดและการบริการที่ทันสมัยและอำนวยความสะดวกให้กับผู้พิการอีกด้วย ซึ่งแตกต่างกันสถานีรถโดยสารหลายๆ ที่ที่เคยไปมา
เสียงประกาศเรียกผู้โดยสารที่จะเดินทางไปภูเขาไฟฟูจิชั้นที่ 5 ดังขึ้นผู้มาเยือนและเจ้าถิ่นต่างเดินมาเข้าแถวด้วยความเป็นระเบียบ หลายคนถือกระเป้สำหรับเดินทางและอุปกรณ์ปีนเขากันเต็มทั้งสองมือต่างกับเราที่แต่งตัวชิวๆ และมีแต่กล้องถ่ายรูปกับเป้คนละสองใบ


               ผ่านไป 3 ชั่วโมงรถบัสก็พานักปีนเขาสมัครเล่นอย่างพวกเรามาถึงภูเขาไฟฟูจิชั้นที่ 5 ซึ่งเป็นชั้นที่สูงที่สุดที่รถบัสจะขึ้นมาได้ เอมไปติดต่อร้านค้าที่เช่าชุดไว้ ส่วนผมนั่งเฝ้ากระเป๋ารอ เราได้งีบไปบนรถเรียบร้อยจนได้พลังงานเต็มเปี่ยมสำหรับการปีนเขาวันนี้แล้ว

               บริเวณชั้น 3 ของร้านเช่าชุดมีที่นั่งให้นักปีนเขาได้นั่งพักผ่อน ไม่ต้องนั่งตากหมอกตากลมที่ลานข้างนอก เราสลับกันไปเปลี่ยนชุดที่เช่ามา ในกระเป๋าใบใหญ่มีรองเท้าอยู่ 1 คู่ เสื้อกันลม ไม้เท้า ออกซิเจนกระป๋องและถุงมือกันหนาว ไม่นานมันก็ถูกสวมอยู่ในร่างกายของเราครบทุกชิ้นจนดูกลมกลื่นกับคนอื่นๆ ในห้องพัก
               บริเวณชั้น 2 ของร้านเช่าชุดเป็นอาหารให้เราได้ฝากท้องในมื้อเที่ยงของวันนี้ โชนที่นั่งติดหน้าต่างที่มองออกไปจะเห็นลานกว้างด้านหน้าที่รถบัสขึ้นมาจอดและเป็นลาดนัดหมายของนัดท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ที่มีหัวหน้าทีมถือธงเรียกลูกทัวร์ให้มาเจอกันเพื่อเตรียมตัวกลับบ้าน และยังเป็นลาดรวมตัวของนักเดินทางที่เตรียมตัวจะขึ้นไปปีนยอดภูเขาไฟฟูจิ
               อากาศข้างนอกมีแดดอ่อนๆ สลับกับเมฆ ลมเย็นๆ และฝนจนเอาแน่เอานอนไม่ได้ว่าเราจะเจออะไร นักท่องเที่ยวข้างบนนี้ได้สัมผัสอากาศหนาวกันถ้วนหน้าแม้ว่าอากาศข้างล่างจะร้อนจนเหงื่อไหลเป็นสายน้ำ
               นักปีนเขากลุ่มใหญ่เริ่มเอาเสื้อกันฝนที่เตรียมไว้ออกมาใส่ บางกลุ่มต้องวิ่งหลบฝน บางกลุ่มเดินเป็นแถวตากฝนไปยังจุดเริ่มต้นปีเขา โชคดีที่เรายังนั่งกินสปาเก็ตตี้ราดผัดซอสมะเขือเทศอยู่ข้างในนี้
               เสียงข้อความในโทรศัพท์ที่ส่งมาจากประเทศไทยดังขึ้น ดูจากสีหน้าเอมแล้วบอกเป็นนัยๆ ว่าคงจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นแน่ๆฝนที่เราเห็นข้างนอกนั่นเป็นจุดเริ่มต้นไม่ดีของเรื่องที่เอมเล่า พี่เจี๊ยบจากไทยไลน์มาบอกว่ามีพายุเข้า “พายุโนรู” เป็นพายุที่รุนแรงและอันตรายจึงไม่อยากให้เราปีนเขาวันนี้ และพี่เค้าก็ประสานงานทุกอย่างตั้งแต่ยกเลิกการเดินทาง ขอคืนชุดที่เช่ากับร้านก่อนแล้วจะกลับขึ้นมาใหม่หลังจากพายุผ่านไปแล้ว ประสานงานกับโรงแรมบนภูเขาไฟฟูจิที่เราจะขึ้นไปพัก จนเรามีชีวิตรอดปลอดภัยจากพายุลูกนี้

               เอมรีบไปซื้อตั๋วขากลับที่จุดขายตั๋ว ที่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวต่อคิวกันยาวมาถึงกลางถนนจนไม่รู้ว่าคนไหนคือหางแถว นักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ก็คงคิดเช่นเดียวกับเราคือเปลี่ยนใจไม่ไปต่อและหันหลังกับให้เป้าหมายที่อยู่ข้างหน้าเพื่อรักษาชีวิตไว้ดีกว่า ท่ามกลางผายุฝนเราจึงต้องเสียเงิน 600 เยนไปกับร่มญี่ปุ่นโปร่งใสคนละคันเพื่อไม่ให้เสื้อผ้าและกระเป๋าของเราเปียกมอมแมมเหมือนลูกหมาตกน้ำและค่าตั๋วขากลับเพิ่มขึ้นอีกคนละ 1540 เยน ผมแซวกับเอมเล่นๆว่า ตั๋วราคาที่เราซื้อนี้คงเป็นแบบ Go No limit เพราะมีรสบัสหลายเที่ยวในวันนี้ยกเลิกแต่มีนักท่องเที่ยวเดินทางกลับมากกว่าจำนวนรถทีให้บริการและจำนวนที่นั่งอันน้อยนิด พนักงานเลยต้องให้ผู้โดยสารขึ้นเยอะที่สุดเท่าที่จะเยอะได้จนต้องยืนเบียดกับคนอื่นในรถตลอดทาง

               เรากลับลงมาพักที่สถานีรสบัส Kawaguchiko เมือง Yamanashi ที่รถบัสมาจอดคนแน่นเต็มสถานี ไม่เพียงแค่รถบัสหยุดให้บริการ รถไฟบางสายก็หยุดให้บริการด้วย ทำให้ต้องรอนานกว่าปกติ ผู้โดยสารนั่งรอเกือบชั่วโมงจนได้ยินเสียงประกาศจากนายสถานีจึงรีบวิ่งไปรอขึ้นรถไฟ จากสถานีนี้ไปสถานี Fujikyu Highland ที่อยู่ถัดไปเพียงสถานีเดียว
เพียงไม่กี่อึดใจก็มาถึง Fujikyu Highland สถานีที่อยู่ติดกับสวนสนุก Fuji-Q Highland เราเดินไปที่โรงแรมตามแผนที่ในกระดาษ
               นี่เป็นครั้งแรกของการนอนโรงแรมแคปซูล รีวิวหลายเว็บไซต์ที่เคยอ่านมา บ้างก็บอกดี บ้างก็บอกแย่ วันนี้แล้วสินะจะได้รู้สักทีว่าดีหรือแย่ คิดแล้วก็ตื่นเต้น
               ไม่นานเราก็เดินมาถึงโรงแรมซึ่งอยู่ตรงข้ามกับสถานีรถไฟแต่ทางเดินอยู่ไกลต้องเดินอ้อมไปอีกฝั่ง
               พนักงานโรงแรม “CABIN & LOUNGE HIGHLAND STATION INN” ยิ้มตอนรับ พร้อมกับขอเอกสารการจอง ตามที่ได้จองไว้ แต่ต้องขอเพิ่มอีก 2 คืนเพราะแผนเที่ยวของเราเปลี่ยนหมด ทำให้เราเจอเซอร์ไพรส์ชุดใหญ่ไฟกระพริบ จากที่เราจะต้องมาพักที่นี่ 1 คืนราคา 4000 เยน เพราะพายุโนรูทำให้เราต้องเพิ่มวันพักเป็น 3 คืนและต้องเสียตังค์เพิ่มรวมเป็นจำนวน 12,000 เยน

               ขาทั้งสองอ่อนระโทยจนอยากจะนอนลงไปบนพื้นเสียตรงนั้น เพราะผมพกเงินสดมาแค่ 20,000 เยนและต้องอยู่ต่ออีกตั้ง 5 วันก่อนกลับโตเกียว โชคดีที่มีบัตรเครดิตทำให้เราได้นอนโรงแรมดีๆ มีน้ำอุ่นอาบ ไม่งั้นคงต้องได้ข้างถนนที่ไหนสักแห่งในเมือง Yamanashi ไปแล้ว
               ที่นี่เป็นโรงแรมแคปซูลที่แรกที่ผมเคยได้นอนเลยก็ว่าได้ ไม่เคยไปนอนโรงแรมแคปซูลที่อื่นในญี่ปุ่นหรือประเทศอื่นมาก่อนเลยเปรียบเทียบไม่ได้ว่าที่นี่ดีหรือแย่กว่า แต่แม้จะเป็นที่แรกก็รู้สึกชอบมากทีเดียว
ชั้นผู้ชายอยู่ชั้นบน ผู้หญิงอยู่ชั้นล่างมีล็อบบี้ส่วนกลาง ทางเดินขึ้นไปตู้พักของผู้ชายก็ตกแต่งสวยงาม ทางเข้าประตูมีคีย์การ์ด เราเดินเอาของไปเก็บในล็อกเกอร์ตามหมายเลขตู้นอนที่อยู่ตรงประตูทางเข้าโดยใช้คีย์การ์ดเปิดและล็อกตู้ จากนั้นก็รีบไปสำรวจที่นอนต่อ
               ตอนแรกเราได้ตู้นอนข้างล่างกันแต่เอมบอกว่าอยากได้ข้างบนเพราะเวลานอนคนเดินผ่านไปมาจะรำคาญเลยลงไปขอเปลี่ยนเป็นตู้บน ตู้ใหม่ที่ผมได้อยู่ด้านบนยังไม่มีคนนอนตู้ล่างเลยขึ้นลงสะดวก อยู่สูงหน่อยแต่ก็คิดว่าดีกว่า

               บริเวณชั้น 2 อีกฝั่งมีห้องตู้นอนเหมือนกันแต่ติดกับห้องน้ำทำให้เดินใกล้กว่า ส่วนของห้องน้ำแยกเป็นส้วม ส่วนซักล้าง และห้องอาบน้ำ นอกจากนี้ยังมีเครื่องซักผ้าและเครื่องปั่นแห้งให้ด้วย อย่าว่าแต่ดีใจเลย แทบจะตะโกนทั่วทั้งชั้นที่ไม่ต้องใส่กางเกงในกลับด้านไปมา และไม่ต้องใส่ซ้ำตัวเดิมที่ไม่ได้ซักแล้วเว้ยยยย
               ลูกค้าเข้าพักมีไม่มากเราจึงเรารีบเก็บของเข้าตู้ให้เรียบร้อย ผมได้แต่ภาวนาว่าขออย่าให้คนมาพักเยอะไปกว่านี้เลย เพราะไม่ชอบความวุ่นวายและเสียงดัง หลังจากนั้นเราก็นัดเจอกันที่ล็อบบี้ชั้นล่างก่อนจะออกหาข้าวเย็นกิน
               ในเมืองต่างถิ่นที่เราไม่รู้อะไรเลย ไม่ได้มีรายการมาก่อนว่าจะไปที่ไหนบ้างทำให้เราไม่รู้จักร้านอะไรเลยในบริเวเณนี้ โชคดีที่เจอร้าน Hottomotto เหมือนสวรรค์ประทานมาให้คนโชคร้ายสองคนได้มีอาหารกินประทังชีวิตนี้ในค่ำของวันที่แสนเหนื่อยล้า
               ร้าน Hottomotto ขายอาหารกล่องราคาไม่แพงมาก มีเมนูไทยอย่างกระเพาไก่ไข่ดาวและเป็นอาหารกล่องที่ทำสดใหม่ เราฝากท้องไว้ที่นี่ในมื้อเย็นวันนี้ แต่ว่าที่ร้านไม่มีโต๊ะนั่งจึงซื้อกลับไปกินที่โรงแรม
               ร่างกายที่ได้รับพลังงานจนอิ่มและชำระล้างสิ่งสกปรกเรียบร้อยพร้อมเข้านอน ทำให้เราหวนคิดถึงสิ่งที่ผ่านมาในวันนี้ เรื่องที่ผิดพลาดไม่เป็นไปตามแผน อุปสรรคและความลำบากต่างๆ ที่ได้เจอ แต่กลับเป็นเรื่องเรื่องสนุก ท้าท้ายและตื่นเต้น เรื่องที่ต่างไปจากที่เราวางแผนไว้ ทำให้เราได้เดินออกนอกกรอบ ได้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าและมีเรื่องราวใหม่ๆ เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดเพิ่มเข้ามาในชีวิตเป็นอีกหนึ่งบทเรียนที่ดีแค่มีค่า ถึงแม้วันนี้จะผิดแผนแต่ก็ Happy

 


9 – เสียวให้สุด แล้วหยุดที่ตรงนั้น


 

               เช้าวันใหม่ในต่างถิ่น หลังจากร่างกายได้พักฟื้นจนพลังเต็มเปี่ยม วันนี้ร่างกายได้รับอนุญาตให้ตื่นสายได้เพราะสถานที่เที่ยววันนี้อยู่อีกฝั่งตรงข้าม เรายังคงฝากท้องไว้ที่ร้าน Hottomotto ตามเดิมเพิ่มเติมคือกินได้มากขึ้น เอมลองสั่งข้าวกระเพาไก่ไข่ดาว ส่วนผมสั่งข้าวกล่องไม่รู้ชื่อเพราะมีแต่ภาษาญี่ปุ่นแต่ลิ้นของผมคงคุ้นกับรสขาติอาหารญี่ปุ่นแบบต้นตำหรับแล้ว ทำให้รู้สึกอร่อยดี
               วันนี้จะมีไกด์พาเราเที่ยวช่วงบ่ายแต่ช่วงเช้าต้องเที่ยวเองก่อน ข้างๆ โรงแรมมีรถบัสพาไปส่งตามสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่ในเครือเดียวกับโรงแรมให้บริการ พอมาถึงที่รอรถบัสก็ยืนงงตามประสาเด็กใหม่ของที่นี่ เนื่องจากป้ายนี้มีรถบัสผ่านมาหลายสาย ตามตารางเวลาก็น่าจะมาถึงแล้ว พอคันไหนมาจอดก็ต้องคอยถามคนขับว่าไปที่ไหน บางคันขึ้นไปนั่งแล้วถามคนขับก็บอกว่าไม่ได้ไปสวนสนุก ก็ต้องลงมา ขึ้นลงรถหลายรอบกันเลยทีเดียว
ผ่านไป 20 นาทีรถคันที่เราต้องการก็มาถึง ป้ายหน้ารถเขียนว่า “Q” free เป็นรถให้บริการฟรีจากโรงแรมไปสวนสนุก ไปออนเซ็นและอื่นๆ ในเครือ
               รถบัสพาเรามาจอดบริเวณทางเข้าสวนสนุก คนขับบอกเป็นภาษาญี่ปุ่นที่สมองอันน้อยนิดเกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่นของเราจะเข้าใจได้ “ไม่เป็นไร ลงก็ลง” ผมบอกเอม
               ด้านหน้าสวนสนุกมีพิพิธภัณฑ์ฟูจิยามะ เป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดนิทรรศการภาพถ่ายและภาพวาดเกี่ยวกับภูเขาไฟฟูจิ มีทั้งประวัติความเป็นมาและห้องบรรยายตกแต่งโทนสีขาว เอมเดินเข้าไปถ่ายรูปตามมุมต่างๆ ผมเดินเล่นดูภาพวาดและของฝากชั้น 1 รอตามประสาคนไม่ค่อยมีความเข้าใจด้านศิลปะเท่าไหร่ และเปลี่ยนไปดูห้องฉายวิดีโอเกี่ยวกับประวัติของเมืองนี้ที่น่าจะเหมาะกับผมมากกว่า “จะว่าไปคนญี่ปุ่นนี่ก็ชอบนิทรรศการพวกนี่เหมือนกันนะ” ผมพูดออกไปโดยไม่ทันคิด แน่นนอนว่าไม่มีใครฟังเราออก

               ตามพยากรณ์อากาศแล้ว วันนี้ฝนช่วงบ่ายจะตก ส่วนช่วงเช้ามีแดดและท้องฟ้าสว่าง ท้องฟ้าและแสงแดดเหมาะกับการถ่ายรูป ทางเข้ามีน้ำพุและจำลองหอไอเฟลตั้งอยู่ ถ้ามาตอนพระอาทิตย์เลิกงานพระจันทร์เริ่มมาแทนที่ หอไอเฟลก็จะเปิดไฟระยิบระยับสวยไปอีกแบบ
               มุมนี้จึงเป็นมุมที่เหมาะกับการถ่ายรูปเพราะมองไปก็จะเห็นภูเขาไฟฟูจิลูกใหญ่อยู่ข้างหลัง สายวันนี้ท้องฟ้าเปิดเลยเห็นได้ชัด แต่ฟูจิคงไม่อยากให้เราได้ภาพที่สวยที่สุดเลยสวมหมวกไว้ที่ปลายยอด ผมถ่ายรูปที่นี่หลายรูปจนลืมไปเลยว่าพกแบตเตอรี่มาแค่ก้อนเดียว โชคดีพระอาทิตย์เข้าใจเลยเพิ่มความร้อนเพื่อเตือนเราว่าสมควรพอแล้ว
               เสียงกรีดร้องดัง สลับกับหยุดเป็นช่วงๆ มาจากข้างในสวนสนุก มองจากข้างนอกก็เห็นเครื่องเล่นที่สูงเสียดฟ้าราวกับปลายเครื่องเล่นอยู่นอกอวกาศ รางเครื่องเล่นที่หมุนวนสลับไปมาซ้าย ขวา ตีลังกาบ้าง ตั้งฉากกับพื้นโลกบ้าง ผมเข้าไปยืนดูใกล้ๆ ยิ่งได้ยินเสียงชัดกว่าเดิม นึกถึงเครื่องเล่นที่เคยเล่นตอนไป Universal Studio Singapore ยังไม่เสียวเท่านี้เลย
               รางของรถไฟพาหนุ่มสาววัยกลางคนที่นั่งอยู่ข้างในค่อยๆ เลื่อนขึ้นไปจุดสูงสุดแล้วดิ่งตัวลงมาด้วยความเร็วยิ่งกว่าอายุลูกไหนๆ ถ้าคนบังคับไม่ได้โมโหแม่บ้านก่อนมาทำงานเค้าก็คงโกรธอะไรสักอย่างถึงได้แกล้งคนเหล่านั้นด้วยการบังคับความเร็วขนาดนี้ ทุกคนที่นั่งในนั้นก็แข่งกันกรีดร้อง ดูแล้วก็ตื่นเต้นแทนและบอกตัวเองไว้ว่าจะไม่เล่นแน่ๆ

               นอกจากนี้ยังมีโซนคาเฟ่และของเล่นที่จัดเป็นแนวการ์ตูน
               เจ้า Lisa และ Gaspard จะดูเหมือนกระต่ายก็ไม่ใช่ สุนัขก็ไม่เชิง คิดจนปวดหัว คิดไปคิดมาจนคิดได้ว่านี่เรามาสงสัยอะไรกับมาแมวคู่นี่ การ์ตูนจากฝรั่งเศส เจ้า Lisa จะเป็นตัวผู้หญิงสีขาวผูกผ้าพันคอสีแดง ส่วนเจ้า Gaspard เป็นตัวผู้ชายสีดำผูกผ้าพันคอสีน้ำเงิน เลยเรียกชื่อว่า “La ville de Gaspard et Lisa”
               เราเดินเล่นใน Lisa & Gaspard Town พร้อมกับถ่ายรูปไปด้วย ถึงแม้เราจะไม่ดูสนุกเหมือนเด็กอายุ 10 ขวบแต่ขนม ของเล่นเด็ก ของที่ระลึก คาเฟ่กลางแจ้ง และพิพิธภัณฑ์ Lisa & Gaspard ก็พอทำให้เราหายเบื่อได้บ้าง
               ผมคุยกับเอมว่าอยากลองชิมขนมดูแต่เจอร้านที่น่าสนใจหลายร้านเลยจนเลือกไม่ถูก ทางออกที่เด็ก 10 ขวบจะเลือกของที่ตัวเองชอบคงเป็นการเป่ายิ่งฉุบ หากใครชนะเป็นคนเลือกแต่เราอายุ 20 กว่ากันแล้ว คิดหรอว่าจะกล้าทำ

               สรุปเห็นต้องตรงกันว่า “Les Reves Salon de THE” ดีที่สุด เพราะอยู่โซนด้านหน้า ที่เลือกร้านนี้เพราะทำเลและตกแต่งสวย เหมือนได้มากินขนมที่ฝรั่งเศส ชอบทั้งการตกแต่งโคมไฟ เก้าอี้ อุปกรณ์ในครัว ดูหรูหราอลังการ ตอนเข้าไปในร้านมีลูกค้าเพียงโต๊ะเดียวและที่โต๊ะที่นั่งมองผ่านกระจกออกไปข้างนอกจะเห็นวิวน้ำพลุกับหอไอเฟลและยังเห็นภูเขาไฟฟูจิด้วย
ผมกับเอมสั่งขนมคนละชิ้น แต่ผู้เยือนอย่างเราไม่ประสีประสากับภาษาญี่ปุ่นเท่าไหร่จึงใช้หัวใจเลือกเมนูที่เห็นในภาพมากกว่าความรู้ที่มีอยู่ พอพนักงานเอาขนมมาเสิร์ฟเอมขอให้เค้าจดชื่อให้ว่าเมนูที่เราไปคืออะไรบ้าง เค้าก็ยินดี ทำให้รู้ว่าที่ผมสั่งไปเป็นเค้กภูเขาไฟฟูจิสีชมพูราดสตรอว์เบอร์รีเรียกว่า “Mt. Fuji rouge” ส่วนเอมสั่งเค้ก “Strawberry cake LISA” เป็นเค้กสีชมพูมีเจ้า LISA ทำจากช็อคโกแลตสีขาวปักอยู่ข้างบน

               เสียงโทรศัพท์จากต้นทางเรียกให้เราไปพบตรงบริเวณทางเข้าสวนสนุก “คุณ Danei มาแล้วรีบไปกันเถอะ”
               คุณ Danei เป็นผู้ช่วยหัวหน้าประจำอยู่ที่ญี่ปุ่น หัวหน้าของคุณ Danei ย้ายไปดูแลบริษัทที่ประเทศไทย ทำให้รู้กับกับเอมและชื่นชอบงานการเขียนหนังสือเที่ยวประเทศญี่ปุ่นของเอมทั้ง 2 เล่ม เลยชวนให้เรามาเที่ยวสวนสนุก Fuji-Q Highland แห่งนี้และวันนี้คุณ Danei อาสามาเป็นไกด์พาเที่ยว
               หลังจากเอมทักทายและพูดคุยเสร็จก็แนะนำผมให้รู้จักกับคุณ Danei ผมแนะนำตัวเองพร้อมคำนับตัวเล็กน้อยตามธรรมเนียมญีปุ่นเราคุยกันโดยใช้ภาษาอังกฤษ “วันนี้ผมขับรถมาจากโตเกียวเลยครับ” คุณ Danei บอก ทำให้เรารู้สึกเกรงใจไปใหญ่เพราะโตเกียวมาที่ Yamanashi ใช้เลาเกือบ 3 ชั่วโมง
               ป้ายแขวนคอที่เขียนคำว่า Staff ที่ได้รับจากคุณ Danei ทำให้เราเข้าสวนสนุกครั้งนี้ฟรีและมีสิทธ์เล่นเครื่องเล่นฟรีจนผู้มาเยือนอย่างรับสัมผัสได้ถึงการต้อนรับที่อบอุ่นจากเจ้าถิ่น คุณ Danei พาเราไปดูเครื่องเล่นที่เพิ่งปรับปรุงใหม่ “คุณจำเครื่องเล่นนี้ได้ไหมครับ” Danei ถามเอมและเล่าต่อ “เครื่องนี้เพิ่งปรับปรุงเสร็จ Dodonpa ไงครับ หลังปรับปรุงเสร็จเราเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Do Dodonpa เพิ่มความเร็วขึ้นด้วยครับ ตอนนี้อยู่ที่ 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถือว่าเร็วที่สุดในโลกและสูงที่สุดด้วย ถ้าขึ้นไปถึงจุดตรงนั้นจะสูงประมาณ 49 เมตรครับ”

               ฟังแล้วไม่รู้ว่าตื่นเต้นที่ได้ลองเล่นหรือกลัวดี รู้สึกตัวอีกทีก็เข้าคิวรอขึ้นเครื่องเล่นแล้ว วันนี้ไม่มีคนเข้าเค้าคิวเยอะคงต้องขอบคุณพยากรณ์อากาศที่บอกว่าช่วงบ่ายฝนจะตกเลยมีผู้เข้ามาใช้บริการน้อยกว่าปกติ
               พนักงานขอให้เราฝากสัมภาระและกระเป๋าไว้ที่ตู้เก็บของให้หมด แม้กระทั่งเหรียญสิบเยนที่ติดอยู่ในซอกกระเป๋ากางเกง และนั่งประจำที่ รัดเข็มขัด โยกตัวล็อกที่อยู่บนลงมาล็อกเข้ากับอก อัตราการเต้นของหัวใจจากร้อยต้นๆ ค่อยเพิ่มขึ้น ความตื่นเต้นเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ รถรางเลื่อนออกไปจากที่จอดช้าๆ พาเราเข้าไปในความมืดและเสียงของเพื่อนร่วมชะตากรรม
เสียงนับถอยหลัง 3 2 1 ดังขึ้น แล้วก็พาเราพุงทยานออกไปอย่างรวดเร็วจนตัวผมเด้งไปติดเบาะ เหมือนเรากำลังนั่งในยานอวกาศที่ปล่อยกระสวยอวกาศขึ้นไปบนท้องฟ้า มือชุ่มไปด้วยเหงื่อจับแน่นกับราวข้างๆ ปลายเท้าจิกพื้นจนแน่นมากพอที่จะไม่ลอยไปพาดคนข้างๆ
               เสียงกรีดร้องของเรากับร่วมทางดังขึ้นแต่แต่เริ่มต้น เหมือนเราทุกคนจะเก็บกดจากอะไรมานานนับสิบปีแต่หาที่ระบายไม่ได้ ไม่นานยานอวกาศลำนี้ก็พุงออกไปบนท้องฟ้า เอียงไปมาซ้ายขวา และตีลังกาเป็นวงกลม 360 องศา พามนุษย์ตัวเล็กๆ ที่ไม่ได้มีโอกาสไปดวงจันทร์ได้ขึ้นมาดูท้องฟ้าในมุมที่แปลกๆ เมื่อถึงจุดสูงจุดข้างบนความเร็วก็ค่อยๆ ลดลงจนหยุดนิ่ง จนหัวเราชี้ลงพื้น
               ความกลัวทำให้เราหลับตาตลอดจนเริ่มปรับตัวได้ พอควบคุมสติได้ความกลัวแปรเปลี่ยนเป็นความสนุก คิดว่าจะหลับตาไปทำไมขึ้นมาสูงขนาดนี้น่าจะมองวิวสวยๆ ข้างล่างดีกว่า พอลืมตาขึ้นก็กวาดสายตาไปรอบๆ มองลงมาดูวิวสวย ความสวยอีกแบบที่ได้เห็นเป็นรูปกลับหัวช่างถูกใจเหลือเกิน พอยานอวกาศเริ่มตีลังกาลงมา ผมกล้ามองไปข้างล่าง มองไปรอบๆ มองไปที่ภูเขาไปฟูจิ ความกลัวที่มีคงลอยไปกับอากาศข้างบนหมดแล้ว
               “เป็นไงบ้างครับ” คุณ Danei ถาม “สนุกดีครับ” เครื่องเล่นแรกก็ทำให้เราสนุกขนาดนี้ การตีลังกา 360 องศาแค่ครั้งเดียวจบ ไม่ต้องตื่นเต้นเหวี่ยงไปมาเหมือนเครื่องเล่นอื่น “ขึ้นไปเสียวให้สุด แล้วหยุดทีตรงนั้น”
พอลงมาจาก Do Dodonpa พักหายใจไม่นาน ก็ได้ลองเล่นเครื่องเล่นใหม่ต่อทันที “เครื่องนี้ชือว่า Tentekomai ครับ ดูแล้วจะเสียวๆ หน่อยเพราะขึ้นไปสูงแถมหมุนได้อีก” คุณ Danei บอก
               ผมกลัวความสูงแต่ความกลัวมันหายไปกับเครื่องเล่นก่อนหน้าหมดแล้ว แต่จะสั่นนิดหน่อยเพราะว่าเบาะนั่งลอยอยู่บนฟ้าและไม่มีที่เหยียบตรงเท้า มือทั้งสองข้างต้องจับแกนบังคับคล้ายปีกไว้
               “วันนี้ฉันได้เป็นนก” ผมเราว่ากลุ่มคนที่เข้าคิวรอข้างหน้าก็คงคิดแบบนี้
               เราสามารถบังคับปีกซ้ายขวาสลับกันไปมาถ้าต้องการเอียงตัวหรือหมุนตัวเหมือนปีกของเครื่องบิน ลมแรงๆ ข้างบนกับวิวดีๆ กระทบหน้าเราราวกับถูกลงโทษจากฟ้าดิน แต่อากาศแบบนี้หาไม่ได้ที่ไหนอีกแล้ว เสียดายความกล้าในตัวผมมีไม่มากพอ เลยได้แต่มองคนข้างหน้าบังคับปีกตีลังกา 360 องศา หมุนตลบไปมาอยู่หลายรอบ ส่วนผมได้แต่บังคับปีกตัวเองไม่ให้ไม่เอียงไปซ้ายขวาตามองศาของเครื่องเล่นก็แทบจะไม่ไหวแล้ว

               “มันจะเวียนหัวเหมือนอยากอ้วกปะ” ผมถามเอม “ใช่ครับแต่เดียวเครื่องเล่นอันต่อไปจะเวียนหัวมากกว่านี้เพราะมันเป็น 4D” เอมบอก ยังดีที่ช่วงเวลาเดินไปเครื่องเล่นอันต่อไปเราได้หยุดพักหายใจบ้าง ไม่อย่างนั้นคงมีอ้วกแน่ๆในใจกำลังคิดจะจะบอกคุณ Danei ไปว่าเราไม่ไหวแล้วก็กลัวจะเสียชื่อตัวแทนสยามเมืองยิ้มเพราะไม่ใช่ว่าใครก็จะมีสิทธิ์มาเล่นเครื่องเล่นฟรีแบบนี้ แต่ความอายให้ให้เราต้องทนต่อไป
พักไม่ทันหายเหนื่อยเราก็ถูกเชิญให้ไปลองเครื่องเล่นอื่นๆ ต่อ

               “Fuji Hikousha” เครื่องเล่นเก้าอี้จำลองการบินกับหน้าจอขนาดใหญ่ ซึ่งมีการเก็บภาพด้วยกล้องถ่ายภาพระดับ 6K จากสถานที่จริง พาเราเที่ยวชมทัศนียภาพรอบภูเขาไฟฟูจิและสถานที่สำคัญในญี่ปุ่นที่ไม่เคยเห็นมาก่อน พนักงานสาวเชิญเราให้เรายืนเข้าคิวเหมือนเค้าเตอร์เช็คอินที่สนามบินและเปิดวิดีโอบรรยายการให้บริการเป็นภาษาญี่ปุ่น
               ประตูห้องโดยสารถูกเปิดออก ผู้โดยสารทุกคนเดินไปประจำที่นั่ง รัดเข็มขัด เก้าอี้ค่อยๆ เลื่อนอออกไปเหมือนเครื่องบินกำลังบินขึ้น ภาพที่ปรากฏขึ้นเหมือนเรากำลังบินเล่นในทุ่งดอกไม้ลานกว้างสุดลูกหูลูกตา สักครู่ก็บินดิ่งลงไปที่ทะเลสาบสลับไปบนภูเขาไฟฟูจิในฤดูหนาวที่ปกคลุมด้วยหิมะ ได้เห็นป่องภูเขาไฟฟูจิทั้งแบบปกคลุมด้วยหิมะและกลุ่มควัน จากนั้นสลับไปฤดูฝนก็มีหยดน้ำสาดมา ทุกคืนตื่นเต้นกับเครื่องเล่นที่เหมือนจริงมากเครื่องนี้ บางครั้งก็บินลงไปเฉียดทะเทสาบคล้ายกับสายตาของเหยี่ยวที่พุ่งดิ่งลงไปจับปลาในน้ำและก็ทะยานตัวขึ้นบนฟ้าทำเอาเด็กก็กรีดร้องตามๆ กัน
               นอกจากนี้ยังได้เห็นดอกซากุระสีชมพูพลิบาน บางช่วงก็เป็นฤดูใบไม้กำลังเปลี่ยนสี เครื่องเล่นพาเราบินไปตามสถานที่ต่างๆ ทำให้เห็นบรรยากาศรอบภูเขาไฟฟูจิได้ครบทุกมุม ได้เห็นทุกอากาศทุกฤดู ขาดเพียงฤดูรักที่ยังหาไม่เจอ
               “ขอพักก่อนได้ไหม เหมือนจะเวียนหัว” ผมบอกเอม
               คุณ Danei ก็พาเราไปพักที่ศูนย์อาหารแถมยังกดน้ำมาเสริฟด้วย พักหายเหนื่อยแล้วคุณ Danei ก็พาเราไปเครื่องเล่นอื่นต่อ ฝนเริ่มตกแล้วตามพยากรณ์อากาศ ร่มที่พกมาถูกนำมาป้องกันตัวเองจากสายฝนที่ตกลงมาแบบไม่มีท่าทีจะปราณีใคร
เราเดินมาไกลเกือบอีกมุมนึงของสวนสนุก เป็นที่ตั้งของโรงพยาบาลผีสิง มุมที่มีแต่ต้นไม้ บรรยากาศเงียบขรึมเพราะไม่มีเครื่องเล่นอะไรอยู่แถวนี้เลย ฝนที่ตกลงมาทำให้บรรยากาศดูหลอนเพิ่มขึ้นอีก คุณ Danei บอกเพิ่งเปิดให้บริการใหม่เมื่อเดือนก่อน (ก.ค.) หลังจากปิดปรับปรุงไป เพิ่มความกลัว ความเสียว และความสยองขึ้นอีก
               “พยาบาลสาวแต่งตัวด้วยชุดมอมแมมให้สมกับเป็นโรงพยาบาลผีสิง แต่ความสวยของเธอทำให้ใครต่อใครต่างชอบเธอแทนที่จะกลัว” ขณะที่กำลังคิดอยู่นั่น เธอก็เดินมาเชิญพวกเราเข้าไปนั่งในห้องข้างในรอนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ
ความเย็นในห้องชวนให้ขนลุก นักท่องเที่ยวเริ่มเข้ามาที่ละคนสองคนจนเต็ม วิดีโอก็เริ่มฉายเพื่อสร้างบรรยากาศให้หลอน กระตุ้นความกลัวให้เพิ่มมากขึ้น “หญิงสาววัยรุ่นอยู่ในโรงพยาบาลมีอาการหลอนจนคลั่งแล้วไล่ฆ่าเพื่อนของพวกเขาทีละคน เหมือนผีชีวะที่กัดกินเนื้อตัวเอง” พอวิดีโอจบ ผู้ร่วมเดินทางล่าผีครั้งนี้ก็เรียงคิวกันเข้าไปในห้อง เสียงดังปั้งๆ จนคนที่รอข้างนอกอย่างพากันตกใจว่าเค้าทำอะไรกัน
               เจ้าหน้าที่เชิญเราเข้าไปเป็นคิวสุดท้ายและนั่งเรียงกัน เสียงดังปั้งเหมือนกลุ่มก่อนหน้าดังขึ้นพร้อมแฟลช จนเราตกใจ
               เสียงนั้นคือการถ่ายรูปที่ระลึกแต่ดูแล้วไม่น่าจะรูปที่ระทึกเสียมากกว่า
               เอมถือไฟฉายส่วนผมเดินตาม เราค่อยๆ เดินทีละก้าวสองก้าวผ่านเตียงคนไข้มีศพนอนเรียงราย บางจุดก็มีเครื่องมือแพทย์ รถเข็นพยาบาลล้มระเนระนาด เสียงหลอนของคนไข้ร้องดังก้องเป็นภาษาญี่ปุ่น โชคดีที่เราฟังไม่ออก เค้าอาจจะร้องทักทายเราว่า “สนุกไหมจ๊ะ ประเทศไทยไม่มีแบบนี้ละสิถึงมาหาฉันถึงที่นี่” ผมคิดไปเองให้สบายใจ
               ไฟสีแดงติดๆ ดับๆ ชวนให้ขนหัวขนแขนลุก แต่ก็ไม่ได้ทำให้เรากลัวมากจนฉี่ราด อาจเป็นเพราะเรามีสติและผ่านประสบการณ์อันน่ากลัวมามาระดับหนึ่ง พอจะรู้ว่ามันเป็นการจำลองขึ้น ทันที่เราเรากำลังชะล่าใจและเปิดประตูบานนึงออกไป ก็มีผีกระโดดออกมากขวางหน้า เราสองคนวิ่งแบบไม่สนใจกันเลย ถ้าเป็นความฝันขาคงแข็งและก้าวไม่ออก ทำไมถึงเป็นแบบนั้นหละ ผมก็ยังหาคำตอบไม่ได้
               ทางเดินเป็นบันไดขึ้นลง 4 ชั้น วนไปมา มีประตูทางออกสำหรับคนที่คิดว่าไม่ไหวแล้ว อาจจะเป็นประตูสำหรับเราก็ได้ แต่ที่แน่ๆ ยังไม่ใช่ประตูบานนี้ เสียงเด็กร้อง เสียงรถเข็น ดังเป็นจังหวะ ทำให้เราระแวงว่าจะมีอะไรโผล่ออกมาไหม โดยเฉพาะตอนเดินผ่านไฟสีแดงและมีผ้าม่านปิดอยู่ เป็นอะไรที่โครตลุ้น ถ้ามีผีมายืนอยู่ตรงหน้าผมคงต้องเสียค่าปรับข้อหาทำร้ายร่างกายพนักงานของที่นี่แน่ๆ แต่สุดท้ายเราก็ผ่านมาได้ถึงแม้จะเกือบเอาตัวไม่รอดก็ตาม
               ณ ประตูบานสุดท้ายก่อนทางออกมีตะกร้าให้คืนไฟฉาย เราได้ทำความรู้จักกับเหมือนใหม่เพียงแค่แนะนำตัวสั้นๆว่า “ฉันมาจากประเทศไทย” และรอสัญญาณไปให้เดินออกไปทีละกลุ่ม ดูเหมือนจะไม่มีอะไร เมื่อประตูปิดเราค่อยๆ ก้าวไปยังปลายทางที่มีแสงสว่างริบหรี่ข้างหน้า ทันใดนั่นผีหน้าตาอัปลักษณ์ก็โล่ออกมาและวิ่งตามอย่างกับในหนัง ผมโคตรตกใจจนรีบวิ่งอีกครั้งจนถึงปลายทาง ความกลัวกลายเป็นเสียงหัวเราะสนุก
               คุณ Danei ยิ้มอยู่ไกลๆ คงเพราะเห็นเราสองคนวิ่งออกมา ตอนนั้นฝนเริ่มตกแล้วทำให้เครื่องเล่นอย่างปิดให้บริการ เครื่องเล่น “Cool Jappan” ที่อยู่ข้างหน้า นอกจากจะดูหวาดเสียว ตีลังกา หมุนไปมาแล้ว ยังพุงลงมาในรางที่มีน้ำอยู่ จนน้ำก็กระจายตัวไปโดนคนข้างนอกเป็นภาพที่สวยมาก เสียดายเราทำบุญมาแค่นี้
               พระอาทิตย์หมดเวลาทำงานของวันนี้และเช่นเดียวกับเวลาทำงานของคุณ Danei ที่ต้องรีบกลับแล้วเพราะขับรถมาไกลจากโตเกียว แต่ได้เล่นแค่ 4 อย่างนี้ก็รู้สึกดีใจมากแล้ว เอมขอบคุณคุณ Danei ที่พาเที่ยวในวันนี้ ผมรู้สึกปราบปลื้มมากจริงๆ นอกจากคุณ Danei จะพาเราเดินเที่ยวแล้วยังช่วยถือกระเป๋าตอนเราเดินถ่ายรูป ช่วยเสิร์ฟน้ำ และตอนเราเล่นเครื่องเล่นก็เฝ้ากระเป๋าให้อีก ได้แต่หวังว่าถ้าคุณ Danei มาไทยเราจะมีโอกาสตอบแทนโดยการพาไปเที่ยวสวนสยามทะเลกรุงเทพสักครั้ง

—– จบตอน 6-9 —–

Tokyo Diary | บันทึก 1-5 วันแรกที่โตเกียว

Tokyo Diary | บันทึก 6-9 ออกไปเที่ยวในต่างเมือง

Tokyo Diary | บันทึก 10-13 ปีนฟูจิไม่โหดอย่างที่คิด

Tokyo Diary | บันทึก 14-17 การเดินทางที่สิ้นสุด