Tokyo Diary | บันทึก 10-13 ปีนฟูจิไม่โหดอย่างที่คิด

31/05/2018 10:47 PM การเดินทาง 503 views

10 – ความสุขของปอด


 

                ณ จังหวัดยามานะชิในเช้าวันที่สอง เราคงไม่สามารถตื่นเวลาไหนก็ได้ตามใจแล้ว
               เช้าวันใหม่หลังจากที่นอนไปเกือบ 10 ชั่วโมงจากความเหนื่อยและหมดแรงในสวนสนุก หลังจากอาบน้ำแต่งตัวและฉีดน้ำหอมเพิ่มความมั่นใจเล็กน้อย กลิ่นน้ำหอมในอากาศไม่ทันได้ระเหย คุณ Danei ก็มารอเราที่ล็อบบี้ของโรงแรมก่อนเวลานัด 10 นาที จนเราต้องรีบหยิบของเทลงกระเป๋าโดยไม่รู้ว่าชิ้นไหนเกินมาหรือขาดบ้างเพื่อให้ทันเวลานัดครั้งนี้ ไม่งั้นอาจจะทำให้ประเทศสยามเสียงชื่อได้
               วันนี้คุณ Danei ขับรถมาจากโตเกียวเช่นเดิม ทำหน้าที่เป็นไกด์พาเที่ยวไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ เราขอตัวไปซื้อของที่ Lawson ข้างโรงแรมสักครู่ตามความเรียกร้องของกระเพาะที่ไม่มีอะไรสังเวยมาตั้งแต่เมื่อคืนวาน
               รถยนต์สี่ล้อยี่ห้อฮอนด้าพร้อมคนขับชาวญี่ปุ่น พาเรามาที่ สถานีรถไฟ Kawaguchiko เพื่อแนะนำแพ็กเกจที่ทางบริษัทจะโปรโมทในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เราถ่ายรูปบริเวณรอบสถานีในเช้าวันนี้แดดสดใส ท้องฟ้าปลอดโปร่งมีเมฆขาวปกคลุ่มบ้าง เห็นภูเขาไฟฟูจิได้ชัดแจ๋ว แต่ตรงปลายสุดยังมีเมฆบังอยู่ซึ่งต่างกับเมื่อวานที่ท้องฟ้ามืดครึ้มและเต็มไปด้วยน้ำตาของเมฆ

               คุณ Danei บอกว่าถ้าได้เห็นภูเขาไฟฟูจิทั้งลูกโดยไม่มีเมฆบังถือว่าโชคดีเพราะไม่ค่อยมีใครบังเอิญเห็นเท่าไหร่
               มื้อเช้าวันนี้แทบไม่มีเวลาได้นั่งกินพร้อมเปิดมือถือติดตามข่าวสักเท่าไหร่ จึงต้องอาศัยช่วงนั่งรถระหว่างทางกินไปด้วย ถึงจะไม่สะดวกแต่ก็ได้กินข้าวพร้อมกับวิวของป่าสีเขียวชะอุ่มของต้นไม้ทั้งสองข้างทาง “หนังท้องตึง หนังตาหย่อน” ช่างเป็นประโยคที่คลาสสิคและใช้ได้กับทุกมื้ออาหารเสียจริง เพราะเราหลับไปตอนไหนก็ยังไม่รู้ตัว สะดุ้งอีกทีก็เมื่อรถจอดสนิทแล้ว
               รถยนต์ฮอนด้ามาถึง หมู่บ้านโอชิโนะฮักไก (Oshino Hakkai) หลังจากนั่งรถกึ่งหลับมาเกือบชั่วโมง แต่กระนั้นเรามาถึงแค่ที่จอดรถจะต้องเดินเข้าไปข้างในอีกประมาณ 300 เมตร ทำให้มีเวลายึดเส้น บิดขี้เกียจเล็กน้อยถึงมาก ได้มีเวลาสัมผัสธรรมชาติของหมู่บ้านระหว่างทางเดินและถ่ายรูปไปด้วย
               การต้อนรับขับสู้ยังเป็นพื้นฐานที่น่ารักของแม่ค้า พ่อค้าแถวนี้ เสียงเชื้อเชิญเป็นภาษาท้องถิ่นโดยไม่ดูหน้าผู้มาเยือนว่าฟังออกหรือไม่เปล่งข้ามฝั่งถนนมาพร้อมรอยยิ้ม ถึงแม้เราจะฟังไม่ออกแต่ก็สัมผัสได้ถึงความจริงใจ พร้อมยื่นลูกพีชที่ถูกหันเป็นชิ้นเล็กๆ รสชาตหวานฉ่ำให้ได้ลองชิมโดยไม่ได้หวังผลตอบแทน

 

               ระหว่างทางเดินใจกลางหมู่บ้านโอชิโนะฮักไก เสียงคุณป้าวัยห้าสิบต้นๆ กำลังเรียกลูกค้าด้วยภาษาญี่ปุ่นและภาษากายที่เราพอจะเดาได้ว่า “มาแวะมาดูโมจิของป้าก่อนสิลูก” คุณป้าขายโมจิปิ้งร้อนๆ ชิ้นละ 100 เยน ราคาน่าคบหาที่เราพอจะควักเงินออกมาซื้อชิมได้ คำแรกที่กัดไปคือ..ร้อนราวกับแลบลิ้นให้พระอาทิตย์เผาที่อุณภูมิ 80 องศา จะคายออกมาก็เกรงว่าคนแถวนั้นจะตกใจที่ทำได้ก็เพียงอ้าปากเป่าลมออกมาให้พอไม่น่าเกียจ พอชิมอีกครั้งตอนมันเย็นลง กลิ่นหอมหวานอยู่คงอยู่พร้อมกับเนื้อโมจิไส้ถั่วแดงนิ่มๆ แทบไม่เชื่อว่ามันคือโมจิชิ้นเดียวกันที่ไม่กี่นาทีก่อนมันเพิ่งทำร้ายลิ้นเราราวกับเป็นศัตรูกัน                                  เราเดินมาถึงบ่อน้ำสำคัญที่มีคนกำลังมุงอยู่นับเป็นหนึ่งในบ่อน้ำทั้งแปด คนญี่ปุ่นเรียกที่นี่กันว่าหมู่บ้าน 8 บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ แต่ละบ่อก็จะอยู่กระจายออกไป มองลงไปในบ่อน้ำสีฟ้าระยิบระยับไปด้วยแสงที่แดดตกกระทบเหมือนกับถูกสะกดจนหลงไหล ปลาที่แหวกว่ายไปอย่างมีความสุขอาจจะกำลังเขินที่สายตานับสิบกำลังจ้องมองอยู่ โชคดีที่ปลาเหล่านี้ฉลาดพอที่จะไม่กินเหรียญที่ตกอยู่ใต้น้ำ จากพฤติกรรมและความเชื่อมนุษย์ จนต้องมีป้ายออกมาเตือนว่าน้ำโยนเหรียญ ผมพอเข้าใจแล้วประโยคที่ว่ากินปลาแล้วฉลาดเป็นแบบนี้นี่เอง
               เสียงตื่นเต้นจากบ่อน้ำใกล้ๆ เรียกเราให้หลุดจากมนต์สะกดจนหันไปมอง กลุ่มเด็กนักเรียนกำลังแข่งกันเอามือจุ่มน้ำเย็นในบ่อ เพื่อวัดให้เห็นกันไปเลยว่าใครจะทนความเย็นของน้ำได้นานกว่ากัน ผมขอลองดูบ้าง ค่อยๆ จุ่มปลายนิ้วลงไปเพื่อให้ร่างกายปรับตัวได้จนกระทั้งนิ้วมือทั้งห้าจมอยู่ในบ่อ มือค่อยๆ เย็นจนชา ความหนาวถูกขับเคลื่อนผ่านแขนมาไหล่และเข้าสู่ร่างกัน พอแล้วร่างกายคงบอกให้ผมเอาขึ้นมาก่อนที่จะชาไปมากกว่านี้ เรายังไม่รู้ว่าการแข่งกันครั้งนี้ใครชนะ รู้แต่ว่าเราชนะใจตัวเองแล้ว
               ข้างในหมู่บ้านมีร้านขายของฝากเรียงรายเช่นเดียวยกห้างมาตั้งไว้ที่นี่ มีทั้งของที่เป็นเอกลักษณ์ของที่ท้องและขนมทั่วไปที่หาได้ในโตเกียว ด้านหน้ามีบ่อน้ำลึก 8 เมตรจนเห็นโทรศัพท์หลายเครื่องหล่นลงไปก้นบ่อและปลาว่ายวนไปมา เป็นที่สนใจของผู้มาเยือนกลุ่มใหญ่ที่ส่งเรียกดังโวยวายที่เราคุ้นหูกันจากประเทศแผ่นดินใหญ่ บ่อน้ำนี้ตั้งอยู่ตรงกลางบ่อน้ำใหญ่สามารถเดินเป็นวงกลมได้เรียกว่า “บ่อน้ำนิโกริ” นักท่องเที่ยวเดินวนถ่ายรูปอยู่หลายรอบ ยืนมือยื่นกล้องออกไปถ่ายรูปโดยไม่เกรงใจ  ถ้าหากโดนผลักตกลงไปผมคงจะโดนโกนมาดังๆ ว่า ไอ คัม ฟอม……(Chaina)

 

               พอเดินในถ่ายรูปในหมู่บ้านและรอบบ่อน้ำจนทั่วก็เดินมาเจอเอมและคุณ Danei ตรงประตูทางออก เอมบอกข้างๆ มีพิพิธภัณฑ์อยู่จะเข้าไปดูไหม จริงๆ เอมก็คงถามไปงั้น เพราะยังไงก็ต้องบังคับให้เข้าไปด้วยกันอยู่แล้ว
               พิพิธภัณฑ์ฮันโนกิบายาชิเรียวกัง (Hannoki Bayashi Shiryokan) อยู่ติดทางเข้าใกล้บ่อน้ำข้างหน้าเสียค่าเข้า 500 เยน หลังประตูถูกซ่อนด้วยสระน้ำขนาดใหญ่และทุ่งดอกไม้สีเขียวขจี เสียดายช่วงนี้เป็นฤดูร้อน ถ้าเป็นฤดูหนาวคงจะเห็นต้นซากุระสีชมพูบานสะพรั่ง หรือถ้าเป็นฤดูใบไม้ผลิก็คงเห็นใบไม้กำลังเปลี่ยนสี
               ดอกไม้สีเหลือง สีแดงบานสะพรั่งอยู่อีกฝั่งของสระน้ำ ข้างหลังเป็นวิวของภูเขาไฟฟูจิลูกใหญ่  น่าเสียดายวันนี้ภูเขาไฟฟูจิมีเมฆบังเลยไม่เห็นยอดข้างบน แต่มองรวมๆ ยังไงก็สวยอยู่ดี
               เงิน 500 เยนช่วยจำกัดคนไม่ให้เข้ามาในสถานนี้แห่งนี้มากเกินไป  จะเดินเล่นหรือเดินถ่ายรูปก็สบายใจไม่ต้องกลัวใครมาบังหรือมีเพื่อนร่วมเฟรม ถ้าไม่ติดที่ว่าผมลืมที่ชาร์ตแบตไว้ที่โตเกียวคงถ่ายรู้ได้เยอะกว่านี้

               ในพิพิธภัณฑ์มีน้ำตกและลำธารไม่ใหญ่ไม่เล็ก มีบ้านโบราณจัดแสดงเครื่องเมืองทางการเกษตรของชาวบ้านในสมัยโบราณอยู่หลายหลัง มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยและสะอาดเหมือนได้รับการดูแลรักษาอยู่เสมอ บางหลังมีที่นั่งให้นั่งท่องเที่ยวได้นั่งพักผ่อน นักท่องเที่ยวหลายคนเข้ามานั่งหลบแดดในพิพิธภัณฑ์เพราะมีต้นไม้ให้ร่มเงาและอากาศเย็นกว่าข้างนออก ถ้าปอดผมพูดได้ มันคงบอกว่าขอบใจที่พามันมาสูดอากาศดีๆ ข้างในนี้
               ถึงเวลาต้องไปแล้ว ปอดที่ได้รับอากาศบริสุทธิ์ไม่กี่นาทีต้องออกไปทำงานหนักต่อ ถ้ามีเวลามากพอผมก็อยากจะงีบสักพัก อยากจะสูดออกซิเจนให้เต็มปอด อยากจะเดินเล่นให้ทั่ว อยากจะถ่ายรูปต้นไม้ ภูเขา แม่น้ำ ค่อยๆ เดินไปเรื่อยๆ แบบไม่รีบเร่ง และถ้ามีเวลามากพอก็ปั่นจักรยานไปดูบ่อน้ำ บ่ออื่นๆ ให้ครบทั้ง 8 บ่อ ซึมซับบรรยากาศและวัฒนธรรมของคนที่นี่คงจะมีความสุขไม่ใช่น้อย

 


11 – ความฝันของเด็กๆ


 

               ถ้านี่ไม่ใช่ความฝันก็คงเป็นความจริงที่เด็กหลายคนเคยฝันในสมัยเด็กที่อยากเห็นการ์ตูนญี่ปุ่นสักครั้ง
               ความฝันของเด็กๆ ของไม่ได้ใหญ่โตมากมากมาย แค่การได้เห็นตัวการ์ตูนที่ตัวเองชอบก็เพียงพอแล้ว ทำให้ที่นี่เต็มไปด้วยเด็กอนุบาลและครอบครัว และเด็กไทยอย่างเราสองคน
               Oshino Shinobi no Sato หรือ Ninja Village แต่เราเรียกว่า หมู่บ้านนินจา คุณ Danei บอกว่าถ้าใครมาเที่ยว Oshino Hakkai ก็มักจะมาที่นี่ด้วยเพราะอยู่ไม่ไกลกันและยังเป็นสถานทีท่องเที่ยวในเครือ Fuji-Q ใช้ขับรถประมาณ 15 นาทีก็ถึง จากที่สังเกตส่วนใหญ่จะขับรถส่วนตัวมากันเพราะว่าสะดวกกว่าหรือถ้าจะมารถโดยสารก็ได้แต่ต้องดูตารางเวลาเดินทางขามาและขากลับให้ดี เพราะถ้าพลาดรถแต่ละรอบอาจจะต้องรอนาน
               เรามาถึงหมู่บ้านนินจาตอนเที่ยง พนักงานต้อนรับจึงพาไปที่ห้องอาหารที่ได้เตรียมโต๊ะไว้ให้  โชคดีเรามาถึงกลุ่มแรกๆ ยังไม่มีกรุ๊ปทัวร์อื่นมา คิดว่าจะเป็นกรุ๊ปทัวร์ประเทศแผ่นดินใหญ่ที่จองโต๊ะใหญ่กลางห้องและมีภาษาแมนดารินเขียนไว้
               เราไม่มีเวลามากพอจะมานั่งพลิกเมนูอาหารที่ละหน้า พิจารณาว่าเมนูนี้มีส่วนผสมอะไรบ้าง อยากชิมเมนูไหนเป็นพิเศษเพราะตอนบ่ายโมงจะมีการแสดง ฉะนั้นเมนูไหนที่ดูจากรูปแล้วน่ากินจึงเป็นคำตอบที่ดีที่สุด
               ไม่นานอาหารที่สั่งไปก็วางอยู่ตรงหน้า เส้นหมี่จัดวางแยกมาในตะกร้า มีถ้วยน้ำซุปเย็น เนื้อไก่ชุปแป้งทอด และเครื่องเคียงอีกสองสามอย่าง กระเพาะอาหารคงคิดว่ามื้อนี้จะได้กินสิ่งดีๆ สินะ เราเห็นด้วยกับกระเพาะและคิดว่ามื้อนี้จะค่อยๆ กิน ชิมรสชาติไปเรื่อยๆ จะกินให้หมดไม่ให้เหลือ แต่ทันใดนั้นพนักงานก็เดินมาบอกว่าอีก 15 นาทีการแสดงโชว์นินจาซึ่งเป็นไฮไลท์ของที่นี่จะเริ่มแล้ว จากที่คิดว่าค่อยๆกิน ทำให้เราต้องรีบกินและพยายามจะกินให้หมดเพราะอาหารมื้อนี้ถือว่าอร่อยมากเลยทีเดียว ไม่อยากจะเหลือทิ้งไว้

               ห้องจัดแสดงโชว์นินจามีเด็กอนุบาล เด็กปฐม และเด็กโตนั่งรอดูอยู่บ้างแล้วทำเด็กโตกว่าอย่างเราได้นั่งอยู่แถวหลัง
               ในห้องไม่อนุญาติให้ถ่ายรูปเพราะบ้างครั้งต้องปิดไฟ จะได้ไม่มีแฟลชรบกวน เด็กๆ นั่งรอดูโชว์กันอย่างใจจดใจจ่อ มองไปรอบๆ คงมีแต่เราที่แตกต่างเพราะนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่รอนั่งดูโชว์จะเป็นคนญี่ปุ่นและมากันเป็นครอบครัว
               การแสดงเริ่มขึ้นโดยแนะนำอุปกรณ์ที่จะใช้ เช่น ดาบ ดาวกระจาย สนับมือ นักแสดงขออนุญาตพูดภาษาญี่ปุ่นตามเปอร์เซ็นต์ของนักท่องเที่ยวที่นั่งดู เราฟังไม่รู้เรื่องแต่ก็พอเดาได้บ้างจากการแสดง ถ้าใครเคยดูการ์ตูนหรือหนังนินจาก็คงจะชอบและตื่นเต้นกับการแสดง ที่มีหลายฉากเหมือนในการ์ตูนที่ ไม่ว่าจะเป็นฟันดาบ  โหนเชือกลงมาจากเพดาน ล่องหนและปาดาวกระจายวิ่งบนหลังคา เรียกได้ว่าสู้กันได้มันส์และเป็นที่ถูกใจเด็กๆ มากทีเดียว เด็กบางคนก็กลัวถึงกลับนั่งปิดตาและนั่งในอ้อมกอดของแม่
               หลังจากการแสดงจบลงนักแสดงอนุญาตให้ผู้ชมร่วมถ่ายรูปด้วยไว้เป็นที่ระลึก ก่อนจะออกไปเดินออกมาดูร้านของฝากตรงประตูทางเข้าใกล้บริเวณห้องอาหาร ที่เต็มไปด้วยของฝากหลากหลายแนว ทั้งแก้วน้ำลายนินจา ปากกา ของเล่น เป็นที่ถูกอกถูกใจเด็กจนพ่อแม่ต้องควักตั้งซื้อให้ นอกจากนี้ยังมีให้ลองแต่งชุดนินจาถ่ายรูปในราคา 500 เยน

 

               เดินออกมาไม่ไกลก็พบกับสวนดอกไม้และยังมีกิจกรรมให้ได้เล่นอย่างออนเซนเท้า นั่งพักผ่อน หรือถ้าอยากสัมผัสบรรยากาศก็สามารถเดินเล่นในสวน ถ่ายรูปกับดอกไม้ ลำธารเล็กๆ มีน้ำไหลจนเห็นปลาแหวกว่ายไปมาก็ได้
               เราเดินเข้าไปข้างในที่กำลังมีเด็กส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวอยู่  เด็กๆ กำลังสนุกกับการลอยตัว ห้อยโหนเหมือนนินจา ใกล้ๆ กันมีบ้านนินจาที่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวรอคิวอยู่เยอะพอสมควร อาจจะต้องรอถึง 30 นาที ข้างๆ มีซุ้มดาวกระจาย สาธิตการปาดาวกระจายจากนินจามืออาชีพและให้ได้ทดลองเล่น ดูจากวิธีสาธิตแล้วไม่ยากเลยแค่โยนออกไป แต่พอได้ลองเล่นเองแล้วรู้เลยว่ายากแค่ไหนต้องใช้เวลาฝึกอีกนานเลยว่าจะไปให้เข้าเป้าได้ ที่กลัวคือจะปาออกไปไม่เข้าเป้าแต่ไปโดนหัวคนอื่นแทน ที่นี้แหละคงจะเป็นเรื่องใหญ่
               ในช่วงบ่ายวันนี้อากาศร้อนความอดทนของเด็กคงจะเยอะกว่าผู้ใหญ่ วิ่งเล่นเท่าไหร่ก็ไม่เหนื่อย จนพ่อแม่หลายคนยอมแพ้ไปนั่งหลบในที่ล่มแล้วให้ลูกวิ่งเล่นกันเอง บางคนหกล้มร้องไห้แล้วลุกมาขึ้นมาเล่นต่อ แบบนี้สินะคงเป็นที่มาของ Hashtag ที่ว่า #เป็นเด็กเจ็บสุดก็แค่หกล้ม

 


12 – หุบเขา ป่าไม้ ปิ้งย่าง


 

               เราถูกพามาไกลจนหาทางกลับไม่เจอ ในช่วงบ่ายกลางหุบเขากับอากาศร้อนอบอ้าวสไตล์ญี่ปุ่น เสื้อเริ่มแห้งยังไม่ทันหายก็ต้องเปียกอีกแล้ว คุณ Danei พาเรามาถึง GrinPa Park เมืองจำลองตุ๊กตาสำหรับเด็กๆ เป็นสถานที่เที่ยวอีกที่นึงซึ่งอยู่ไม่ไกลมาก และยังเป็นสวนสนุกในเครือ Fuji-Q ด้วย
               “วันนี้รถค่อนข้างเยอะเพราะเป็นช่วงปิดเทอมและอยู่ไกลเดินทางโดยรถบัสลำบากคนเลยขับรถมากัน” คุณ Danei บอก
เราได้รับอนุญาตให้สวนฟรีอีกครั้งพร้อมกับรอยยิ้มอันเป็นมิตร
              GrinPa Park ตั้งอยู่กลางหุบเขา ที่มีแต่ป่าและต้นไม้ล้อมรอบ  มองไปทางไหนก็มีแต่เด็กๆ สงสัยจะเป็นสวนสนุกสำหรับเด็กจริงๆ แม้กระทั่งเครื่องเล่นยังดูไม่หวาดเสียวเหมือน Fuji-Q Highland “เอาเป็นว่าเราเดินถ่ายรูปแล้วกันนะ” ผมคุยกับเอมเครื่องเล่นที่เห็นชัดที่สุดตั้งแต่ประตูทางเข้าคงจะเป็นชิงช้าสวรรค์เพราะมีความสูงและโดดเด่น แต่มันตั้งอยู่เกือบด้านหลังของสวนสนุก เราต้องเดินตากแดดไปอีกไกลกว่าจะถึง ระหว่างทางก็มีร้านขายอาหาร ขายของฝากให้เราได้พอหลบแดดได้บ้าง แดดวันนี้ช่างแรงและร้อนเหลือเกินจนต้องหยิบแว่นกันแดดมาใส่ระหว่างรอถ่ายรูปกับ Sylvanion ตุ๊กตาที่เป็นสัญลักษณ์ของที่นี่
               นอกจากนนี้ยังมีบ้านที่ตั้งอยู่ท่ามกลางสวนดอกไม้แต่ช่างโชคร้ายเพราะเป็นช่วงฤดูร้อน ดอกไม้เบ่งบานไม่เต็มที่ มองไกลๆ อาจจะสวยแต่ส่วนใหญ่จะเหี่ยวเพราะอากาศร้อนเกินไป คุณ Danei บอกว่าถ้ามาช่วงฤดูหนาวดอกไม้จะบานสวยกว่านี้และจะมีดอกทิวลิปสีต่างๆ แต่ช่วงนั้นคนจะเยอะกว่าซึ่งมีข้อดีข้อเสียต่างกัน

 

               จากตรงกลางสวนดอกไม้มองไปข้างหลังจะพบกับบ้านกังหันและภูเขาไฟฟูจิ ถ้าจะพูดให้ถูกทัศนียภาพที่นี่ไม่ว่างจะมองไปมุมไหนก็มักจะเป็นภูเขาไฟฟูจิเป็นองค์ประกอบ
               สุดท้ายเราก็เดินมาถึงชิงชาสวรรค์ มองขึ้นไปดูสูงและใหญ่มากจึงไม่พลาดที่จะลองนั่งแม้จะกล้าๆ กลัวๆ ที่นี่มีตู้ขายตั๋วอัตโนมัติ ราคา 500 เยน หลังจากซื้อตั๋วเสร็จพนักงานวัยใกล้เตียงกับเราก็เรียกขึ้นไปรอคิว กระเช้าค่อยหมุนลงมารับคนข้างหน้าจนถึงคิวผม อาการกลัวความสูงเริ่มจะกลับมาอีกครั้ง พนักงานล็อกประตู้ข้างนอกและกระเช้าค่อยๆ หมุนไป
               ความน่ากลัวของชิงช้าสววรค์ที่นี่ไม่ได้อยู่ที่ความสูงแต่น่ากลัวตรงเวลาเราเคลื่อนไหวกระเช้าจะแกว่งไปมา ยิ่งตอนสลับที่นั่งกันมันยิ่งโยกไปมาทำให้ผมต้องพยายามนั่งนิ่งๆ ไม่ขยับตัว
               พอเริ่มขึ้นมาสูงเหนือต้นไม้ก็เริ่มเห็นวิวรอบๆ ทุกมุมของ GrinPa ทำให้รู้ว่าไม่ได้มีแค่ที่เราเดินผ่านมา ข้างๆยังมีสนามกอล์ฟกว้างสุดลูกหูลูกตา อีกฝั่งในสวนสนุกยังมีสนามแข่งรถขนาดเล็กให้เด็กๆ ลองขับเล่น ข้างๆ ชิงช้าสวรรค์มีเขาวงกตจำลองเหมือนหมูบ้านนินจาให้ปีนป่าย และยังมีรถรางพานั่งชมวิวอีกด้วย
               ผมดูวิวเพลินจนลืมความกลัวไปแล้ว ลมเย็นๆ พัดเข้ามากระเช้าแล้วสดชื่นกว่าอากาศข้างล่าง มองไปทางไหนก็มีแต่ภูเขาและต้นไม้เหมือนเป็นช่วงเวลาพักหลังจากเดินมาหลายชั่วโมง เสียดายที่ไม่ได้มาช่วงฤดูหนาวก็จะเห็นดอกทิวลิปปานเต็มสวน เห็นภูเขาไฟฟูจิและใบไม้เปลี่ยนสี

 

               คุณ Danei นั่งรอเราอยู่ข้างล่างดูแล้วคิดว่าน่าจะร้อนไม่ใช่น้อย “เล่นอะไรอีกไหมครับ” คุณ Danei ถาม “ไม่แล้วดีกว่าครับเย็นแล้ว” เอมตอบ คุณ Danei เลยพาเราเดินกลับแต่เป็นอีกฝั่งกับทางเข้า ทางนี้เป็นด้านหลังที่มีบ้านกังหันและสวนดอกไม้อยู่ถึงดอกไม้จะไม่ได้บานสะพรั่งแต่ก็ยังพอมีสีสันไม่เหี่ยวเฉา
               พระอาทิตย์เริ่มตกดิน อากาศเริ่มเย็นแล้วถ้าได้เดินเล่นช่วงนี่ก็น่าจะดีนะ เหมือนเดินในสวน สูดอากาศ ตากลมนั่งพักผ่อนแต่ว่า GrinPa กับที่พักอยู่ไกลกันกว่าจะกลับถึงก็กลัวจะค่ำเสียก่อนอีกอย่างวันพรุ่งนี้ต้องเตรียมตัวปีนภูเขาไปฟูจิอีกคงต้องนอนเอาแรงตั้งแต่หัวค่ำ
               แบตเตอรี่กล้องถ่ายรูปก้อนสุดท้ายของผมใกล้จะหมด เอมจึงขอให้คุณ Danei ช่วยพาไปหาร้านขายสายชาร์จระหว่างทางกลับที่พัก เราแวะดูหลายที่ทั้งห้างขายอุปกรณ์ไฟฟ้า แต่พนักงานบอกว่าต้องสั่งจองเพราะไม่มีของ ร้านขายกล้องถ่ายรูปก็ไม่มีเพราะว่าเป็นสายชาร์จเฉพาะรุ่น ไปอีกห้างก็ไม่มี ทั้งๆ ที่กล้องที่ใช้คือยี่ห้อ Fuji สินค้าที่ผลิตในประเทศญี่ปุ่น ถ้าเป็น 7-11 ที่ประเทศไทยคงมีที่ชาร์จแบบสำรองราคาร้อยกว่าบาทให้เราใช้แก้ขัด

               รถยนต์สี่ล้อยี่ห้อฮอนด้าคันเดิมมาส่งเราที่โรงแรมเร็วกว่าที่คิดไว้
               “วันนี้ต้องขอบคุณมากๆ นะครับที่พาขับรถเที่ยวและยังพาไปหาซื้อที่ชาร์จแบตสำรองอีกหลายที่ ขอบคุณอีกครั้งครับ” ผมบอก คุณ Danei เราแยกย้ายกันจนลืมที่ต้องถ่ายรูปกับไกด์คนสำคัญไว้เป็นที่ระลึกที่ได้พาเราเที่ยวทั้งวันนี้ได้แต่หวังว่าเราจะไม่ลืมหน้ากัน
               ร่างกายที่เหนื่อยล้ามาทั้งวันได้ผ่อนคลายและชำระสิ่งสกปรกด้วยน้ำอุ่นๆ ทำให้สดชื่นและกระปรี้กระเปร่า เราจัดแจงของในกระเป๋าไว้ในล็อกเกอร์เรียบร้อย วางแผนสำหรับการเดินทางวันพรุ่งนี้และคำนวณค่าใช้จ่ายในวันนี้กระปรี้กระเปร่า ความหิวก็มาราวกับรู้เวลา
                “ข้างๆ โรงแรมมีร้านปิ้งย่างอยู่ไปลองกันไหม” ใครชวนใครไม่มีใครจำได้แต่ว่าเราเห็นพ้องต้องกันและวันนี้เราก็ยังใช้เงินไม่เกินงบที่ตั้งทำให้มื้อนี้ได้ลองกินปิ้งย่างชุดละ 1500 เยนอย่างอิ่มหนําสําราญ
               ร้านวากิว เต็มไปด้วยคนที่มาพักโรงแรมเดียวกับเรา กลิ่นหอมๆ ของเนื้อที่กำลังปิ้งลอยเต็มร้าน จากหิวน้อยกลายเป็นหิวมากต้องจัดชุดใหญ่เลยทีเดียวแถมต้องสั่งข้าวสวยเพิ่มอีกคนละถ้วยมากินกับเนื้อย่าง สรุปว่าวันนี้นอกจากไม่เกินงบที่ตั้งไว้แถมได้กินปิ้งย่างที่ช่างละมุนลิ้นเหลือเกิน

 

 


13 – ภูเขาไฟฟูจิ คำถามที่ต้องการคำตอบ


 

               เคยได้ยินที่เค้าพูดกันว่า “ถ้าเราผูกพันกับที่ไหนแล้วเมื่อต้องจากไป ใจก็จะหวิวหน่อยๆ” กันไหม ตอนนี้ใจผมก็คงเป็นเช่นนั้นเพราะต้องจากที่นอนนุ่มๆ แอร์เย็นๆ และน้ำอุ่นๆ ที่นี่ไปแล้ว ที่นอนใหม่จะเป็นยังไงเรายังคิดไม่ออกแต่หัวใจนักเดินทางต้องเตรียมพร้อมเสมอไม่ว่าจะเจออะไร
               เราเดินกลับไปสถานีรถไฟ Fujikyu Highland  และนั่งรถไฟต่อไปสถานี Kawaguchiko  เพื่อกลับขึ้นไปที่ภูเขาไฟฟูจิชั้น 5 อีกครั้ง เช้าวันใหม่หลังจากพายุพัดผ่านไปท้องฟ้าสดใสและอากาศสดชื่นเหมาะสมกับสำนวนที่ว่า “ฟ้าหลังฝนงดงามเสมอ”
               บรรยากาศรอบๆ บนภูเขาไฟฟูจิชั้นที่ 5 ถูกถ่ายรูปไปหมดแล้วเมื่อสามวันก่อน เมื่อมาถึงเรารู้สึกเหมือนเป็นคนคุ้นเคยของที่นี่ แต่คงไม่มีใครดูใครออกว่าจะขึ้นมาที่นี่เป็นครั้งที่สองหลักจากผิดหวังไปเมื่อหลายวันก่อน เอมไปติดต่อร้านที่เช่าชุดไว้จนได้ของมาครบเรียบร้อย เราทำทุกอย่างรวดเร็วรู้ทางเข้าทางออก จนไม่รู้ว่าต้องขอบคุณหรือโกรธพายุเมื่อวันก่อนดีที่ทำให้เราได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง รู้แต่วันนี้ฟ้าข้างบนสวยงามว่าวันก่อนมาก
               สัมภาระที่พกติดตัวมาถูกจัดแจงแยกใส่กระเป๋าที่จะทิ้งไว้ในตู้หรือเอาติดตัวไปจนเสร็จ เสียงกระเพาะอาหารในร่างกายเริ่มเตือนถึงพลังงานที่จะใกล้จะหมด กองทัพต้องเดินด้วยท้องน่าจะเป็นสำนวนที่เหมาะที่สุดตอนนี้  เพราะถ้ากองทัพไร้เสบียงเราก็ไม่รู้จะไปถึงยอดเขารึป่าว
               ในช่วงเวลาที่หิวคงไม่มีเวลาคิดมากว่าจะเลือกทานร้านไหน อาหารร้านเดิมจึงเป็นทางเลือกไม่มากสำหรับฝากท้องไว้ก่อน เราใช้เวลาจัดการกับเสบียงจากประเทศฝรั่งเศสราคา 890 เยน ที่ไร้รสชาติของซอสมะเขือเทศอย่างสิ้นเชิง แต่เวลานี้ไม่ใช่เวลามาพิจารณาว่าอะไรคืออร่อย แต่เป็นอะไรคือกินเพื่อยังชีพ

               เอมไปเอาชุดปีนเขาที่เราได้เช่าไว้ตั้งแต่เรายังอยู่ไทย ในกระเป๋าสะพายใบใหญ่สีน้ำตาลที่ใครๆ ก็เดินถือละลานตากันทั่วร้าน มีแค่เสื้อกันลม ไม้เท้า รองเท้าที่เช่าและอ๊อกซิเจนกระป๋อง ถุงมือที่เราซื้อ ส่วนกระเป๋าเป้และหมวกได้เตรียมมาเองแล้วเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย
               ในกระเป๋าใบไม่ใหญ่มากน้ำหนักเกือบ 3 กก. เต็มไปด้วยน้ำดื่มเกลือแร่ขวดใหญ่ขนาด 2 ลิตร ที่ถูกแบกมาจากที่พักในกรุงโตเกียว เหตุผลเพียงเพราะราคาน้ำที่ขายข้างบนราคาแพงเกือบเท่าตัว อาหารเสริมชูกำลังและวิตามินที่นิยมในญี่ปุ่นที่มีขายตามร้านสะดวกซื้อทั่วไป 2 ถุง เสื้อกันหนาว ถุงมือ ไฟฉาย หมวก ครีมกันแดด ออกจิเจนกระป๋อง กล้องถ่ายรูป สเปรย์ดับกลิ่นเท้า เรามองหาลูกหาบที่จะรับจ้างแบกของเหล่านี้ขึ้นไป เราพร้อมจะจ่ายไม่อั้น ผมคิดในใจ แต่ที่นี่ไม่ใช่ภูกระดึง
               ลานนัดพบเต็มไปด้วยกลุ่มนักเดินทางกลุ่มใหญ่ กลุ่มเด็ก กลุ่มผู้ใหญ่ แต่เหมือนจะมีแค่เรามากันสองคน เอาหว่ะ สองคนยังดีกว่าคนเดียวเพราะคนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย ถ้าไม่ตายคงได้กลับมาเที่ยวอีกครั้ง เราเตรียมพร้อมทุกอย่าง รอกลุ่มนักเดินทางกลุ่มใหญ่ค่อยๆ เดินไปที่ละคนสองคน จนมาถึงคิวเรา
               ขวาร้าย ซ้ายดี เชื่อไว้ไม่เสียหาย ผมเลยเลือกที่จะก้าวเท้าซ้ายพาร่างกายที่แบกกระเป๋าน้ำหนัก 3 กก. ข้ามเขตแดนจากภูเขาไฟฟูจิชั้นที่ 5 ไปชั้นที่ 6 เพื่อเดินทางออกไปโลกใบใหม่
               เท้าซ้าย เท้าขวาสลับกับทำงานเป็นผู้นำและผู้ตามโดยไม่เกี่ยงกัน ณ ทางเดินเต็มไปด้วยพื้นอิฐปูไว้อย่างเป็นระเบียบ เดินง่ายและสะดวกจนทำให้เราชะล่าใจและหลงระเริงกับทางเดิน แต่หารู้ไม่ว่านี่เป็นแค่ทางเริ่มต้น หากต้นไม้พูดได้มันคงด่าว่าพวกเราเดินออกมาไม่กี่ก้าวก็ทำตัวเหมือนผู้รู้เสียแล้ว
               ถ้าจะถ่ายรูปอัพลงโซเชียลเพื่ออวดคนอื่นคงไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะคนที่เดิมมาพร้อมๆ กับเราก็ทำกัน มันน่าจะทำให้คนอิจฉาหรือหมั่นไส้ไม่น้อย
               เราเดินถ่ายรูปตามทางเดินที่มีทั้งหมอก หยดน้ำ และความเย็น แต่พอเดินไปสักพักความคิดนั้นเหมือนจะลอยหายไปในอากาศ จากทางเรียบๆ ที่ปูด้วยอิฐช่วงต้นหลายเป็น ถนนที่เต็มไปด้วยหินดินและทราย กว่าเราจะเดินขึ้นไปถึงจุดพักชั้นที่ 6 ก็ใช้เวลาไป 1 ชั่วโมงกว่า

               ความสูงที่เพิ่มขึ้นผกผันกับออกซิเจนที่เริ่มน้อยลง หมอกเริ่มเยอะ น้ำมูกไหลเป็นหยดน้ำ หางคิ้วทั้งสองเริ่มมีน้ำแข็งเกาะ เราต้องเจอกับอะไรอีกไม่อาจคาดเดาได้  ตอนนี้ผมไม่รู้ว่าที่ขาสั่นเป็นเพราะความตื่นเต้นหรืออาการเมื่อยจนหมดแรงกันแน่ เรายังทำอะไรไม่ได้มากกว่าการเร่งฝีเท้าเดินนำกรุ๊ปทัวร์กลุ่มใหญ่ไปให้ไกลที่สุดและหยุกพัก เพราะเสต็ปการก้าวเท้าของคนในกลุ่มราวกับไม่ได้รับสะเบียงมื้อกลางวันมายังไงอย่างนั้น พอกรุ๊ปทัวร์เหล่านั่นไล่มาถึงเรา เหมือนพายุลูกใหญ่กำลังมา เรือลำเล็กอย่างเราก็ไม่มีทางเลือกนอกจะออกเดินทางต่อก่อนที่พายุจะพายุถาโถมเข้าใส่ วนแบบนี้ไปเรื่อยๆ
               อุปกรณ์ในเป้ที่พกมาเริ่มถูกหยิบออกมาใช้ที่ละอย่าง น้ำดื่มเกลือแร่ขวดใหญ่คือสิ่งที่ต้องถูกกำจัดเป็นสิ่งแรกเพราะจะช่วยให้กระเป๋าเบาลง ผมรินจากขวดใหญ่ใส่ขวดเล็กเพื่อง่ายต่อการหยิบมาดื่ม  ถ้าจะพูดตามตรงก็คงเพราะอายที่จะหยิบน้ำขวดใหญ่ในกระเป๋าออกมายกดื่มต่อหน้าคนอื่นๆ หรือถ้าเค้าว่าเราโง่ผมก็คงไม่รู้สึกอะไรเพราะแปลไม่ออก

 

               อากาศตอนนี้บนนี้ มันหนาวจนร่างกายและหัวใจผมชาไปหมดแล้ว
               ร่างกายเล็กๆ ของมนุษย์เราเมื่อเทียบกับภูเขาไฟฟูจิคงเป็นได้แค่เศษฝุ่นชิ้นเล็กๆ ที่มองไม่เห็น มันคงยังปรับตัวไม่ได้กับสภาพอากาศ ลิ้นรับรสอาหารไร้ความรู้สึกจนแทบไม่อยากสัมผัสอะไร ทางเดินเริ่มชันมากขึ้น ไม่มีต้นไม้ ไม่มีแดด ไร้สิ่งมีชีวิตอื่นใดนอกเพื่อนร่วมเดินทางหลายร้อยชีวิต
               ท้องฟ้าที่สว่างสลับกับเมฆ ไร้แสงของพระอาทิตย์ แต่ไม่ได้แปลว่าไม่มีรังสียูวี เพราะแว่นกันแดดของเอมที่เปลี่ยนเป็นสีดำเข้ม จนเราชะล่าใจว่าสบายไม่ดำชัวร์ แต่ตอนนี้เรากำลังเดินผ่านชั้นเดียวกับเมฆและจะเดินผ่านขึ้นไปชั้นเหนือเมฆแล้ว ทำให้รู้ว่าถึงแดดจะไม่มีแต่รังสียูวีมาเต็ม
               ระหว่างทางที่เราเดินมาไกลพอสมควรมีมีกระท่อมให้หยุดพักและมีร้านค้าขายของที่ระลึก ใครกันหนออยากได้ของที่ระลึกเป็นสัมภาระ มีแต่อยากกจะเอาของที่แบกขึ้นมาด้วยโยนทิ้งลงไป ผมคิดไปเองเพราะหนุ่มสาววัยกลางคนที่ร่างกายเต็มไปด้วยแรงและพลังอันเหลือล้นยังมีความเพลิดเพลินกับการเลือกซื้อของฝากติดกระเป๋าขึ้นไปด้วย

               เมื่อถึงขึ้นมาถึงจุดพักชั้น 7 เหล่านักเดินทางต่างหยุดพักเติมพลังด้วยอาหารเสริมที่เตรียมมา บ้างก็ถ่ายรูปด้วยความตื่นเต้นเพราะเห็นวิวทิวทัศน์ที่เต็มไปด้วยเมฆหมอก บ้างก็เข้าคิวปั้มสัญลักษณ์บนไม้เท้า เป็นสัญลักษณ์ว่าเรามาถึงชั้นไหนแล้วเพราะแต่ละชั้นก็สัญลักษณ์ไม่เหมือนกัน แต่สัญลักษณ์นั้นหมายถึงอะไร ผมยังไม่ได้คำตอบ
               นักเดินทางบางกลุ่มคงเหนื่อยเกินจะเดินไปให้ถึงจุดพัก เพราะแต่ชั้นระยะทางไม่ได้ใกล้กันบางครั้งจึงต้องนั่งพักตามข้างทางท่ามกลางหมอกและฝุ่นที่นักปีนเขาคนอื่นเดินผ่านขึ้นไป  น้ำมูกที่ไหลออกมาเริ่มจะแข็งตัวตามอุณหภูมิของอากาศที่ลดลงเรื่อยๆ โชคดีที่พวกเราปีนเขาวันนี้ เพราะไม่ต้องใส่ชุดกันฝนและเดินบนพื้นแฉะ อีกทั้งท้องฟ้ายังมีแดดอ่อนๆ ที่ส่องลงมาปนกับเมฆเป็นช่วงๆ สลับฟ้าขาวช่างเป็นภาพที่สวยถูกใจเหลือเกิน
               นาฬิกาบนหน้าจอโทรศัพท์วิ่งผ่านไป 6 ชั่วโมงแต่เหมือนเรายังเดินต๊อกแต๊กไม่ไปไหน พระอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า ความมืดเริ่มมาเยือน พระจันทร์เริ่มทำงาน อาจจะเป็นเพราะเราอยู่สูงกว่า 3,000 เมตรจากระดับน้ำทะเลจึงเห็นพระจันทร์ได้ชัดขนาดนี้ วันนี้กระต่ายตัวเล็กที่ได้แต่มองพระจันทร์อยู่ไกลๆ ขยับขึ้นมาใกล้มากขึ้น ความสวยของพระจันทร์ที่มองด้วยตาเปล่าแทบจะเห็นหลุมเล็กหลุมน้อยบนผิวดวงจันทร์หรือว่าตอนนี้จะมีกระต่ายที่ได้ไปเหยียบผิวดวงจันทร์หลายตัวแล้ว
               เราเดินผ่านจุดพักชั้นที่ 7 มาไม่ไกลมากจึงต้องเร่งการเดินเร็วขึ้นและหยุดพักน้อยลง นักเดินทางที่จองที่พักไว้ชั้น 7 ก็เริ่มทานเข้าเย็นพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน บ้างก็เตรียมตัวเข้านอนกันแล้ว  “พวกนายอย่างเพิ่งดีใจไปที่มาถึงที่พักก่อนเพราะวันพรุ่งนี้นายต้องตื่นเช้ากว่าพวกเราเพื่อออกเดินทางขึ้นไปชั้นที่ 10” ผมอยากจะบอกประโยคนี้กับคนเหล่านั้น แต่ไม่มีคนไทยอยู่เลยนอกจากเราสองคน


               นักเดินทางที่เหลือพร้อมทั้งผมกับเอมเดินทางมาถึงชั้นที่ 8 ถ้าเป็นวันท่องเที่ยวปกติทั่วไปเวลานี้เราคงเพลิดเพลินกับอาหารค่ำกันแล้วแต่ตอนนี้เรากำลังเดินท่ามกลางความมืดไปตามทางที่ไม่เคยไป ท้องเริ่มหิว ร่างกายเริ่มหมดแรงจากการเดินตลอดทั้งวัน เราไม่รู้ว่าอาหารเย็นบนที่พักวันนี้คืออะไร แต่คงจะไม่เหมือนที่คิดไว้แน่ๆ ใครกันจะแบกข้าวขึ้นมาทำข้าวผัดอเมริกาบนนี้ ใครกันจะแบกสปาเก็ตตี้ขึ้นมาผัดให้เรากินบนนี้ แต่ตอนนี้ขอเติมพลังด้วยขนมปังใส่ถัวแดงราคา 250 เยนก่อนจะเป็นลม
               จากชั้น 8 เราออกเดินทางต่อโดยมีไฟฉายที่สวมอยู่บนหัวเป็นแสงนำทางกว่าจะถึงที่พักก็ใช้เวลาเกือบ 1 ชม
               เรามาถึงที่พักโดยไม่รู้ตัว เพียงเพราะการนั่งพักหายเหนื่อยทีแต่ที่นั่งตรงนั่นคือระเบียงของที่พักที่เราจองไว้อยู่ระหว่างชั้น 8 กับ 9  ไม่รู้ตอบขอบคุณขาที่เหนื่อยล้าของเรา หรือขอบคุณเทวดาฟ้าดินที่ดลใจให้เราหยุดพักตรงนั้นดี
               เวลา 7 ชั่วโมงตั้งแต่ออกเดินทางมาถึงที่นี่ ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาทั้งวันมันสิ้นสุดแล้ว เราได้นอนพักบนที่นอนนุ่มๆ ผ้าห่มอุ่นๆ ดูจากทรงของอาคารแล้วสะอาดสะอ้านเงียบสงบดี แต่สิ่งที่คิดไว้กลับไม่เป็นอย่างนั้นหน่ะสิ
               ผมถามเอมว่าทำไมไม่เลือกที่พักชั้นล่างๆ เห็นคนอื่นถึงตั้งนานแล้ว เอมบอกว่า “เพราะพรุ่งนี้เราจะต้องออกเดินทางตอนเช้าไปที่ปล่องภูเขาไฟฟูจิที่ชั้น 10 ถ้าเราพักชั้นล่างๆ จะต้องตื่นเช้าและเดินจากข้างล่างขึ้นมา ถ้าพักชั้นนี้ไม่ต้องตื่นเช้ามากและไม่เดินไกลด้วย”

               การปีนเขาครั้งนี้ไม่ได้มีแค่ผู้ใหญ่เท่านั้น บางครอบครัวยังพาลูกหลานตัวเล็กๆ มาด้วย เด็กอายุประมาณ 10 ขวบต้นๆ คุณลุง คุณป้าวัย 60 กว่าๆ ที่ยังดูแข็งแรงก็ร่วมเดินทางไปกับเรา เด็กพวกนี้ช่างอดทนและแข็งแรงเสียจริง ขนาดผู้ใหญ่วัยยี่สิบเจ็ดอย่างเรายังเหนื่อยขนาดนี้แล้วเด็กจะขนาดไหน  เด็กบางคนร้องไห้งอแง น้ำมูกไหลตลอดที่เดินขึ้นมา ผมไม่ฉลาดมากพอจะรู้ว่าพ่อแม่เขาพูดอะไรกับลูกแต่เขาปล่อยให้ลูกเดินเองและรับผิดชอบสัมภาระของตัวเองแม้จะเป็นแค่กระเป๋าเป้ใบเล็กๆ  นี่อาจจะเป็นการฝึกให้รู้จักอดทน และรับผิดชอบ ภาพเหล่านี้ไม่ได้เห็นง่ายๆ ในประเทศที่ผู้ปกครองประคบประหงมลูกดังไข่ในหิน เลี้ยงลูกแบบเทวดาฟ้าดิน
               เอมเอาเอกสารการจองที่พักไปให้กับเจ้าหน้าที่ เราได้รับการต้อนรับจากพนักงานชายวัยกลางคนอย่างดีโดยไม่แบ่งแยกชนชั้น หน้าตาหรือฐานะ พนักงานเอาถุงผ้ามาให้เราสำหรับเก็บรองเท้าคู่ที่ใส่มาและใส่รองเท้ายางของโรงแรม ผมลุ้นว่าตั้งแต่ข้างล่างว่าที่พักจะเป็นยังไง ไม่รู้จะเรียกว่าโรงแรม แคมป์ดี หรือมันถูกสร้างขึ้นและสวยงามในระดับนึงแต่ภาพสวยหรูที่วาดไว้ว่าโรงแรมจะดีอย่างนั้น สะบายอย่างนี้ ไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิด
               “ไม่ได้มีห้องนอนส่วนตัว ไม่มีที่นอนกว้างๆ ไม่มีห้องอาบน้ำ ภาพที่ปรากฏข้างหน้าตรงกันข้ามกับที่คิดไว้หมด” เรานอนรวมกับนักเดินทางคนอื่นๆ ที่ชั้นสองแต่ชั้นสองก็ยังแบ่งที่นอนออกเป็นอีก 2 ชั้นย่อยอีก ที่นอนคือถุงนอนขนาดพอสวมตัวลงไปให้ร่างกายไม่หนาว ไม่รู้ว่าถุงนอนนี้ผ่านมาแล้วกี่คนแต่คงไม่ใช่พวกเรากลุ่มแรกแน่ๆ พื้นที่สำหรับนอนมีจำกัดเพราะเราทุกคนนอนบนเสื่อผืนเดียวกับหากจะหารเฉลี่ยความกว้างของเสื่อ พื้นที่ที่แต่ละคนได้คงมีความกว้างน้อยกว่าไหล่ของเรา ถ้าจะนอนให้สบายต้องนอนตะแคงเพื่อไม่ให้ไหล่ขนกัน

 

               หมอนใบเล็กที่ไม่รู้ว่าข้างในบรรจุอะไรลงไป คล้ายกับลูกปัดลูกกลมๆ ครึ่งถุงพอให้มันปรับรูปล่างให้เข้ากับขนาดศีรษะของเรา ผมนอนริมสุดตรงทางเดินขึ้นลงและทางเดินเข้าออกตามห้องเล็กๆ มีเพียงผ้าม่านสีน้ำเงินบังแสงข้างนอกไม่ให้ส่องสว่างเข้ามาแต่ไม่สามารถกันเสียงพูดคุยซุบซิบของนักเดินทางต่างชาติ ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรมได้ หากจะคิดในทางที่ดี “การมีที่ซุกหัวนอนคืนนี้ก็ดีมากแล้ว”
               เราไม่มั่นใจกับกลิ่นเท้าของเราเท่าไหร่และก็เชื่อว่าคนอื่นก็คงไม่มั่นใจเหมือนกัน ฉะนั้นเรามีเพื่อนที่ไม่ได้อาบน้ำเหมือนกัน เรามีกลิ่นเท้าเหมือนกับหลายๆ คน แต่เราไม่อยากเป็นเพื่อนที่มีกลิ่นเท้าเหมือนพวกเขาสักเท่าไหร่เลยหยิบสเปรย์ดับกลิ่นที่พกขึ้นมาใช้
               คุณลุงเจ้าของที่พักเห็นเรากำลังจะฉีดเลยตะโกนออกมาบอกว่า “No Spray” หรือกลัวว่าเราจะกลิ่นเท้าหอมกว่าคนอื่นๆ ก็ได้ ผมจึงแอบเอาไปฉีดไกลๆ ในที่ลับตา
               แม้ว่าสิ่งที่บรรยายเกี่ยวกับที่พักจะดูเกินไป แต่มันก็ไม่ได้แย่เพราะความสะอาดและความเป็นระเบียบยังคงเห็นได้บ้าง แม้จะนอนรวมกับคนอื่นกว่า 100  ชีวิตแต่ทุกคนก็ยังมีความเกรงใจซึ่งกันและกันรอยยิ้มจึงเป็นมาตรฐานเดียวที่ใช้สื่อสารระหว่างเพื่อนมนุษย์ต่างถิ่น ต่างภาษาของคนบนนี้


               หากจะคิดแง่บวกให้สบายใจ ไม่ใช่แค่เราที่ไม่ได้รับอนุญาติให้ฉีดสเปร์ดับกลิ่นเท้าคนอื่นก็ไม่ได้ฉีดเช่นกัน ไม่ใช่แค่เราที่ไม่ได้อาบน้ำวันนี้ คนอื่นก็ไม่ได้อาบเช่นกัน ไม่ใช่แค่เราที่ไม่ได้แปรงฟันแต่คนอื่นอาจจะแอบแปรงก็ได้ ไม่ต้องจินตนาการว่ากลิ่นนั้นจะเป็นยังไงเพราะมันคงไม่ได้หอมเหมือนชาอู่หลงแถวไร่ชาฉุยฟง และหนังสือเล่มนี้ไม่มีกลิ่นให้ดม ผมดมและสัมผัสไว้หมดแล้ว
               อากาศข้างนอกช่างหนาวเหลือเกินที่เราจะนั่งคนเดียวโดยไร้คนข้างกาย นี่เราอยู่บนความสูงเท่าไหร่กันนะ มองออกไปสุดตาก็เห็นแต่ฟ้ามึดที่ปกคลุมด้วยเมฆ หนุ่มสาววัยกลางคนหลายคู่นั่งตากอากาศเย็นๆ เหมือนไม่เคยเจอมาก่อน เสียงพูดคุยต่างชาติ ต่างภาษาที่ไม่คุ้นหูกระจุกตัวอยู่ตามมุมต่างๆ แม้กระทั่งเสียงภาษาไทยของเราสองคนที่ไม่มีใครฟังออกจึงเลือกเดินสำรวจที่พักแทนการนั่งสั่นหนาว
               ป้ายประกาศตัวหนังสือขนาดใหญ่บอกว่าใครจะอ้วกให้ติดต่อขอถุงได้ที่พนักงาน ผมยืนงงและสับสนอยู่สักพัก เค้าแพ้ท้องกันหรอหรือดื่มหนักและเมาจนอ้วกก็ไม่น่าใช่ ทันใดนั้นชายผิวดำก็วิ่งออกมาจากในบ้านพักด้วยอาการแน่นอก และอ้วกพุงออกมาอย่างแรงตรงระเบียง ผู้หญิงผิวดำกำลังนั่งอ้วกอยู่ในบ้านโดยมีเพื่อนสาวของเธอค่อยประคองอยู่ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเพราะความสูงของบนนี้ เพราะความกดอากาศ เพราะอาหารที่ทำให้พวกเขาอ้วก แต่น่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้บ่อยๆ ถึงมีป้ายประกาศผมยังไม่รู้คำตอบจนถึงทุกวันนี้ หรือพวกเขาจะกำลังตั้งท้อง
               ทุกคนเริ่มเข้านอนกันหมดแล้วสังสัยจะเหนื่อยกับการเดินทางมาวันนี้ แต่นี่เรายังหาที่แปรงฟันไม่เจอเลย มีแต่ส้วมเล็กๆ ที่ได้แค่ปลดทุกข์เบาๆ ส่วนทุกข์หนักๆ ต้องเก็บไว้ปล่อยไปที่บ้าน นอกจากไม่ได้อาบน้ำยัง ฟันยังไม่ได้แปรงอีกด้วย แต่จะทำยังไงได้ในเมื่อคนอื่นเค้าก็ไม่ได้แปรงกัน ประสบการณ์แบบนี้มีตังค์เยอะคงไม่อยากขึ้นมาสัมผัสหรอก แค่อยากบอกไว้

               ห้องนอนแต่ละห้องเริ่มปิดไฟ ผ้าม่านสีน้ำเงินถูกดึงลงมาบังแสงสว่างจากทางเดิน ทุกคนนอนในถุงนอนเรียงกันราวกับผู้อพยพไร้ถิ่นฐานรอการเดินทางไปไหนสักแห่ง กางเกงใน กางเกงยีนส์ กางเกงกันลมและถุงนอนคือสิ่งที่ผมใส่นอนในค่ำคืนนั้น มันหนามากพอจะให้ทำร่างกายอบอุ่น จากความหนาวที่อุณหภูมิ 5 องศา
               แม้ว่าเราจะเหนื่อยเพียงใดก็ไม่อาจข่มตาหลับลงได้ เสียงกรนจากมุมต่างๆ สลับกันดัง สลับกันเงียบเป็นจังแหวะคล้ายกับกำลังบรรเลงไม่ให้ข้างบนนี้เงียบเกินไป โชคดีที่เราเตรียมจุกปิดหูและผ้าปิดตามา พอจะช่วยให้ไม่ต้องนอนนับแกะตลอดทั้งคืนจนถึงเช้า

               ในท่วงเวลาที่กำลังเคลิ้ม แสงไฟ เสียงคุย น้ำหนักฝีเท้าเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง
               ณ เวลาตีสอง นักเดินทางคนอื่นเริ่มตื่นกันแล้ว นี่พวกนายตื่นมาทำอะไรกันเหรอผมอยากตะโกนออกไปถามเสียจริงๆ เรานอนหลับตากึ่งหลับกึ่งตื่นจนทนไม่ไหวกับเสียงเหล่านั้นจนต้องลุกขึ้นมานั่งตั้งสติก่อนจะเริ่มมุดออกมาจากถุงนอน
               ขอเวลาอีกนิดหละกัน ผมคุยกับเอมขณะหลับตาจนนึกว่าตัวเองฝัน เอมตอบกลับมาว่างั้นออกเดินทางตีสองครึ่งละกัน สรุปใครฝันกันแน่ ด้วยอุณหภูมิประมาณ 5 องศาคงทำอะไรด้วยความเร็วไม่ได้มาก ได้แต่ค่อยๆ ขยับตัวช้าๆ ตาปรือๆ เก็บของที่ละชิ้นสองชิ้นใส่กระเป๋าจนครบ ก็ถึงเวลาตีสองครึ่งพอดี
               หน้าที่พักของเราเต็มไปด้วยนักปีนเขาที่นอนอยู่ชั้นล่างๆ เต็มขึ้นมากระจุกตัวกันจนแน่น และการจราจรติดขัด มองขึ้นไปตามทางเห็นแสงไฟฉายเรียงรายกันเป็นแถว ทางเดินมืดสนิท อากาศหนาวหนาวเต็มไปด้วยหมอก มือและหน้าเริ่มชา เท้าซ้าย เท้าขวาสลับกันทำงานอย่างช้าๆ  ส่วนใจคิดว่าที่ว่า “กูขึ้นมาทำอะไรบนนี้เนี๊ย”

               เท้าที่ยังคงก้าวเดินต่อไปเรื่อยๆ กับตาที่ปิดๆ เปิดๆ สมองยังมีอาการง่วงอยู่  น้ำมูกเริ่มไหลเยอะขึ้นมือที่เย็นจนเกือบไร้ความรู้สึกหยิบออกซิเจนกระป๋องมาพ่นใส่ปากในสภาวะอากาศน้อย มือไม้และขาเริ่มแข็งแต่ใจเริ่มอ่อนแอ
               เรารีบเดินขึ้นไวกว่านี้ไม่ได้เพราะคนเดินเรียงแถวกันเป็นคิวยาว บางครั้งยังรู้สึกเหมือนระเมอเดินขึ้นมา ถ้าเผลอหลับในคงกลิ้งตกเขาไปแล้ว เด็กน้อยที่เดินมากับพ่อแม่หนาวจนต้องร้องไห้ บ้างก็สนุกสนานเหมือนได้ผจญภัย “ทำไมคุณถึงได้พาลูกมาที่แบบนี้เหรอ” ผมอยากถาม ไม่ได้ประชดหรือเสียดสีแต่อย่างใด แต่อะไรคือเหตุผลที่แท้จริง เพราะมันทำให้ใครหลายคนรวมถึงผมมีกำลังใจเพิ่มขึ้น เด็ก 10 ขวบสะพายเป้เองเดินขึ้นเขาพร้อมเรา บางครั้งไอดอลก็ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ประสบผลสำเร็จในชีวิตหรือแก่กว่าเสมอไป วันนี้เด็กคนนี้คือไอดอลของผม
               เกือบ 2 ชั่วโมง ที่เราเดินทางจากที่พักมาถึงป้ายศาลเจ้าป้ายสุดท้าย ที่เป็นสัญลักษณ์ว่าเราเดินทางมาเกือบถึงจุดสูงสุดบนฟูเขาไฟฟูจิแล้ว หัวใจเริ่มพองโต สีหน้าเริ่มยิ้มแย้มของหลายๆ คนเริ่มแสดงออก ฟ้าเริ่มสว่าง ความง่วงเริ่มหายไป แต่หมอกยังคงปกคลุมหนักเหมือนเดิม เรารีบเดินตรงไปที่กระท่อมเพื่อนั่งพักและสั่งของกินบรรเทาความหิว อุดงราคา 900 เยน น้ำซุปร้อนๆ เส้นนุ่มๆ ท่ามกลางอากาศหนาวไม่มีอะไรฟินแบบนี้แล้ว เราซดน้ำร้อนๆ จนลืมไปเลยเราทุกคนยังไม่ได้แปรงฟัน นักปีนเขาจากหลายประเทศก็คงคิดเหมือนกัน

               ขณะที่เรากำลังซดน้ำอุดงร้อนๆ ก็มีเสียงฮือฮาดังขึ้นจากข้างนอก ทุกคนที่นั่งอยู่ข้างในต่างตกใจรวมถึงผมด้วย แผ่นดินไหวหรอ หรือภูเขาไฟประทุ นี่เราจะได้จารึกบนหน้าหนังสือพิมพ์ไทยรัฐพาดหัวข่าวใหญ่ไหม ตอนนั้นพยายามนั่งนิ่งๆ รอดูทาทีของคนรอบข้าง พอได้สติรีบวิ่งออกไปดูข้างนอก
               พระอาทิตย์กำลังโผล่ขึ้นมาจากขอบฟ้า เมฆที่ขาวนวลลอยอยู่ตรงหน้า คือสิ่งที่ผู้คนพากันฮือฮา
               แสงอาทิตย์กระทบกับเมฆสลับกับท้องฟ้าระยิบระยับ ช่างสวยเหลือเกิน ที่บรรยายไม่ได้เกินเลยแต่น้อยไปด้วยซ้ำ มันสวยจนไม่รู้จะใช้คำไหนมาเปรียบเปรยให้เห็นภาพ เรารีบหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรูป รอยยิ้มของนักปีนเขาคนอื่นๆ ที่ได้เห็น ก็คงรู้สึกเหมือนกัน  เราสลับกันถ่ายรูปจนไม่รู้สึกเบื่อ กดชัตเตอร์จนไม่รู้สึกเหนื่อย หญิงสาวชาติใดชาติหนึ่งบนโลกที่ดูจากรูปร่างหน้าตาแล้วคิดว่าน่าจะเป็นชาวเอเชีย อาสาถ่ายรูปให้ผม เธอคงเห็นว่าผมกำลังเซลฟี่เก้ๆ กังๆ อยู่หลายรอบ หรือเธอกำลังรำคาญที่ผมยื่นยังทัศนียะภาพของเธออยู่ ผมตอบแทนโดยการถ่ายรูปให้เธอ 10 กว่ารูปหวังว่าจะได้รูปที่ถูกใจเธอที่สุด เธอขอบคุณพร้อมส่งเสียง Oh my god, So beautiful ออกมา ภาพที่เธอถ่ายให้ผมก็สวยไม่แพ้กัน

That’s one small step for [a] man, one giant leap for mankind.
นี่เป็นก้าวเล็ก ๆ ของชายคนนึง แต่เป็นก้าวกระโดดครั้งยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ

               ถ้าประโยคข้างต้น นีล อาร์มสตรอง ได้กล่าวไว้เมื่อตอนไปเหยียบดวงจันทร์ ผมอยากของยืมมาพูดเมื่อตอนได้ไปเหยียบบนยอดภูเขาไฟฟูจิก็แล้วกัน ถึงแม้มันจะเทียบกันไม่ได้ก็ตาม
               บริเวณรอบจุดชมวิวคือรอบปล่องภูเขาไฟฟูจิ มันกว้างจนเราไม่มีเวลามากพอจะเดินรอบๆ เราเดินไปตรงขอบข้างในได้ใกล้ที่สุดแค่ตรงขอบที่ถูกเชือกกั้นเอ้าไว้ จ้องลงไปเหมือนกับจะมีอะไรโผล่ขึ้นมา แสงแดดที่เริ่มสว่างและร้อนมากขึ้น หลายคนเริ่มทะยอยเดินลง เราเดินถ่ายรูปรอบๆ จนไม่อยากกลับ หนุ่มสาวที่มีแรงเหลือเฟือเดินสำรวจรอบปล่องภูเขาไฟ ภาพที่เห็นไม่ใช่ความฝันแต่มันเป็นความจริง เราเดินขึ้นมาถึงยอดภูเขาไฟฟูจิได้แล้ว เราไม่ได้แข่งกับใครแต่แข่งกับตัวเอง ขณะนั้นผมตอบถามถามของตัวเองได้แล้วว่า “กูขึ้นมาทำอะไรที่นี่”

 

—– จบตอน 10-13 —–

Tokyo Diary | บันทึก 1-5 วันแรกที่โตเกียว

Tokyo Diary | บันทึก 6-9 ออกไปเที่ยวในต่างเมือง

Tokyo Diary | บันทึก 10-13 ปีนฟูจิไม่โหดอย่างที่คิด

Tokyo Diary | บันทึก 14-17 การเดินทางที่สิ้นสุด