Tokyo Diary | บันทึก 14-17 การเดินทางที่สิ้นสุด

05/06/2018 10:30 PM การเดินทาง 165 views

14 – สาวหัวใจบริการ


 

                เราตื่นขึ้นมาเหมือนภาพตัดในหนังหลายเรื่อง ขณะที่พระเอกถูกโจมตีด้วยพลังมหาศาลจนสลับไป ตื่นมาอีกที่ก็ไม่รู้ว่านอนอยู่ที่ไหนมีและมาการมึนงงกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า แต่สำหรับเรามันคือชีวิตจริงไม่ใช่หนัง
                จากวันที่เหนื่อยล้า ไม่ได้อาบน้ำ นอนไม่หลับไม่สนิท แทบจะไม่มีแรงเดินหลังจากลงมาจากภูเขาไฟฟูจิเมื่อวาน  เช้าวันนี้เราลืมตามองออกไปนอกหน้าต่าง เรานอนอยู่ที่โตเกียวแล้ว เสื้อผ้ากองโตที่ยังไม่ได้ซัก ข้าวของที่ถูกเทออกจากกระเป๋าเป้ กระจายอยู่เต็มห้องทั้งของเอมและของผม เรายังคิดไม่ออกว่าจะจัดการกับมันยังไงดี แต่ตอนนี้คิดได้แค่ว่าจะไปเที่ยวต่อที่ไหนดี
                เช้าวันเสาร์ พระอาทิตย์ตื่นมาทำงานเช้าเช่นดิมไม่เคยสาย ส่องแสงจ้าจนต้องเอาร่มที่พกออกมากางเพื่อหลบมันราวกับคนเกลียดขี้หน้ากัน ร้านค้าแถวนี้ยังไม่เปิดเหมือนเช่นทุกวัน ตอนเรากลับมาร้านค้าก็ปิดหมดแล้ว ไม่เคยได้มีโอกาสดูวิถีชีวิตของคนแถวนี้เลย ตกลงร้านค้าแถวนี้เค้าเปิดขายของไหมนะ..ผมคิดในใจ
                วันนี้เรามาเดินแถว Harajuku ย่านช้อปปิ้งชื่อดัง “จะช้อปให้หมดตัว ตังค์ที่เหลือเก็บไว้เพื่องานนี้โดยเฉพาะ” เป็นประโยคที่ได้แค่คิดเท่านั้นเพราะเอาเข้าจริงๆ ก็แอบเสียดายอยู่ดี  เอมพาผมเดินไปดูสนามกีฬาแห่งชาติโยะโยะกิที่กำลังปรับปรุงบางส่วนเพื่อเตรียมจัดกีฬาโอลิมปิกปี 2020 ข้างในมีอะไร เราไม่ทันได้รู้เพราะแค่เราเดินข้ามสะพานลอยมาก็เหงื่อตกจนต้องเดินกลับมาสวนสาธารณะ Meiji และซื้อทาโกยาไส้ปลาหมึกร้านรถเข็นรองท้องเป็นอาหารเช้าของวันนี้

                ทาโกยากิที่เพิ่งทำเสร็จร้อนๆ ปั้นเป็นลูกใหญ่เท่ากำปั้นเด็กทารกแรกเกิด ความละโมบโลภมากของผมที่ไม่อยากแบ่งครึ่งจึงเอาเข้าปากไปทั้งลูก เจ้าปลาหมึกมันคงหมั่นไส้เลยลวกลิ้น ร้อนจนคายแทบไม่ทัน เราแบ่งกันคนละ 3 ลูกทั้งหมดราคา 300 เยนก็เพียงพอสำหรับพยาธิในลำไส้แล้ว
                สองเท้าเดินผ่านทางเข้าสวนสาธารณะมีศาลเจ้าเมจิ (Meiji jingu) และศาลเจ้าชินโตอยู่ข้างใน ประตูด้านหน้าเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวกำลังถ่ายรูป เอมบอกว่าตรงนี้เป็นแค่เพียงป้าย ถ้าอยากสักการะศาลเจ้าเมจิชินโตและศาลเจ้าชินโตต้องเดินเข้าไปข้างใน ซึ่งไกลพอสมควรและจะทำให้เสียเวลา ถ้ามีเวลาว่างอยากเดินเล่นกลางธรรมชาติที่นี่ก็น่าใจทีเดียว เสียงจักจั่นร้อง ต้นไม้สูงเท่าตึก กลิ่นไอธรรมชาติ เป็นป่ากลางเมืองที่ให้พักผ่อน หลีกเลี่ยงความวุ่นวายต่างกับข้างนอกอย่างสิ้นเชิง แต่เราคงเกลียดธรรมชาติไปสักพักเพราะเราไปเดินป่า เดินเขามาแล้ว

 

                หลังจากเดินออกมาก็เจอกับแหล่งช้อปปิ้งที่เต็มไปด้วยผู้คนต่างชาติ ต่างภาษามากมาย การแต่งตัวที่เป็นเอกลักษณ์ เดินขวักไขว่กันไปมาไม่มีใครสนใจใคร ต่างกับข้างในอย่างสิ้นเชิง เรายืนถ่ายรูปรอบสะพานจินกู (Jingu Bashi) และลูกโลกที่เป็นสัญลักษณ์แสดงว่า โตเกียวเคยเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปีเมื่อปี 1964 เด็กผู้ชายกำลังโชว์เปิดหมวกเรียกความสนใจจากคนที่เดินผ่านไปมาจนต้องแวะดูและปรบมือให้เป็นกำลังใจ
                จากหน้าสวนสาธารณะข้ามไปอีกฝั่งของถนน ผ่านร้านค้ามากมาย มาจนถึงทางเข้าอีกฝั่งของสถานีรถไฟ Meiji-jingumae “Harajuku”  ในช่วงสายวันหยุดแบบนี้เต็มไปด้วยผู้คนทั้งสองข้างทาง เหมือนภาพที่เคยเห็นตามหนังสือหรือรีวิวที่เขียนไว้ ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนเพื่อถ่ายรูปก็ไม่สามารถหลบฝูงชนได้พ้น ทำให้เราพลาดรูปสวยๆ ตรงนี้ไป
                พวกเค้าออกมาทำอะไรกันนะ ออกมาด้วยเหตุผลเดียวกับเรารึป่าว…
                ถนนฝั่งที่เรายืนมองข้ามไปเป็นที่ตั้งของ Tokyo Plaza ทางซ้ายมือมีตึก H&M ตั้งสูงเด่น ทั้งสี่มุมของถนนเต็มไปบนสิ่งมีที่ชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์ยืนรอสัญญาณไฟข้ามถนน หลังจากไปสีแดงเปลี่ยนเป็นไฟเขียวมนุษย์ทั้งสองฝั่งก็เดินข้ามสวนทางกัน

                เราข้ามมาฝั่งที่ตั้งของ Tokyo Plaza หยิบแผนที่ขึ้นมาหาจุดเริ่มต้นเดินทางในฝั่งนี้
                บนถนน  305 Meiji-Dori เราเลือกเดินเข้าไปในซอยเล็กๆ เพื่อดูว่ามีอะไรน่าใจบ้าง ความคล้ายของที่นี่ราวกับสยามสแคว์ แตกต่างตรงที่นี่เดินสบาย ไม่ต้องกลัวรถที่วิ่งตามถนนจะมาชน ตามซอกซอยมีร้านเล็กๆ ที่ไม่รู้จัก มีสินค้าแปลกและแตกต่าง กระเป๋า เสื้อผ้า รองเท้า และของใช้ที่ถูกใจโผล่มาให้เราเห็นหลายอย่าง แต่ต้องห้ามใจไว้ก่อนเพราะนี่เป็นเพียงแค่ร้านแรก ถ้าซื้อโดยไม่เปรียบเทียบกับร้านอื่นๆ ก็คงจะบ้าไปแล้ว
                ตามแผนเอมจะพาผมมาชิมของดังย่านนี้ ของกินที่ใครมาที่นี่ก็ต้องมาชิม มาถ่ายรูป มาเช็คอิน  เรายืนอยู่หน้าร้าน Luke’s  Lobster และร้าน Harajuku Gyoza-ro เรียบร้อยแล้ว ที่ตั้งของร้านอยู่ติดกับถนน Cat Street  เราเลือกร้าน Luke’s  Lobster เป็นร้านแรกเพราะคิวยังไม่เยอะ เป็นเวลาที่ร้านเปิดพอดี กลิ่นหอมที่เล็ดลอดออกมาจากหน้าต่าง ยั่วยวนชวนให้ชาวไทย ชาวเทศ ฝรั่งหัวทอง ชาวเอเชียหัวดำที่ยืนรอคิวอยู่น้ำลายไหล ยืนมองดูคนอื่นกำลังนั่งกินที่หน้าร้านก็ชวนให้อยากลองเพิ่มขึ้น

                พนักงานแนะนำเมนูฮิตติด 3 อันดับแรก ที่น่าลองมากที่สุด มีหลายไส้ทั้ง กุ้ง ปู ผสม และอื่นๆ เยอะจนเลือกไม่ถูกเลยทีเดียว แต่เรามีคำตอบในใจตั้งแต่แรกแล้วนั่นก็คือเมนูที่ถูกที่สุด Lobster Roll (Regular) ไส้กุ้งล็อบสเตอร์ ราคา 980 เยนรวมภาษีเป็น 1050 เยน เมนูนี้ที่ไทยก็มีขายเหมือนกันราคา 900  พอๆกันเลย แต่ต่างกันแค่หน่วยเงิน
                กลิ่นหอมซีส ขนมปัง ซอสซีฟู้ดแบบไม่เผ็ดห่อด้วยขนมปังและกุ้งอยู่ในมือเราแล้ว กลิ่นลอยเต็มถนนจนคนที่เดินผ่านไปมาต้องหยุดแวะดู เราไม่ช้าขอถ่ายรูปก่อนและดูจะไม่แปลกจากคนอื่นๆ เพราะเค้าก็ถ่ายรู้ด้วยความตื่นเต้นเช่นกัน แต่เหมือนเราจะถ่ายเยอะกว่า
                ถึงแม้ว่าหน้าร้านไม่มีที่นั่งเพียงพอ แต่คนที่นั่งก่อนแล้วก็ขยับแบ่งให้คนที่มาที่หลังได้นั่งด้วย
                “จะกินแล้วนะ” ผมส่งสัญญาณบอกกุ้งล็อบสเตอร์ที่หลบอยู่ใต้ขนมปังที่ราดด้วยซอสพริกให้รู้
                “ละมุนลิ้น” กลิ่นหอมที่ได้ดมเข้ากันได้กับกับรสชาติที่ได้กิน ทำให้ไม่ผิดหวังที่รีวิวต่างๆ แนะนำให้มาที่นี่ เนื้อกุ้งล็อบสเตอร์คำโตหอด้วยขนมปัง คิดถึงที่ไรก็หิวและอยากกลับไปกินทุกที
                ก้าวเท้าเพียง 10 ก้าวจากร้าน Luke’s  Lobster ก็ถึงร้าน Gyoza ร้านนี้มีที่นั่งในร้านเป็นบาร์และมีครัวปรุงอาหารอยู่ตรงกลาง ลูกค้าจึงได้ดูบรรยากาศเวลาพ่อครัวทำอาหารไปด้วย พนักงานเอาเมนูมาเสิร์ฟพร้อมกับบอกเมนูแนะนำ เราสั่งอาหารไป 3 อย่าง แต่จำชื่อเมนูไม่ได้ นึกย้อนไปสุดๆ ได้เพียงว่ามีเกี๊ยวทอด เกี๊ยวลวกและถั่วงอกราดซอสหมูสับ เรามาร้านนี้หลังจากกินกุ้งล็อบสเตอร์เสร็จไปไม่เกิน 5 นาทีจึงยังไม่ค่อยหิว แม้ว่าคิวจะนานก็ยังรอดูวิธีปรุงอาหารจากพ่อครัวไปพลางๆ ได้
                ถ้าให้รีวิวร้านนี้คงได้คะแนน 9 เต็ม 10 ในแบบฉบับของผม ร้านนี้มีบาร์นั่งรอบๆ ได้เห็นลูกค้ากลุ่มอื่นและมีครัวปรุงอาหารตรงกลางทำให้เราได้กินไปด้วย ดูวิธีทำไปด้วยไม่น่าเบื่อ แต่ก็มีข้อเสียตรงที่มีควันลอยมาทำให้กลิ่นติดเสื้อผ้าบ้าง
                15 นาทีผ่านไปก็ได้อาหารที่สั่งมาครบ เกี๊ยวซ่าเรียงกันอยู่ในจานถูกทอดเพียงแค่ด้านล่าง ทำให้มีรอยไหม้เพียงเล็กน้อยแล้วคว่ำลงบนจาน ต่างกับบางร้านในไทยที่ทอดทั้งชิ้นทำให้เกรียมทุกส่วน เกี๊ยวลวกถูกลวกในเวลาพอดีไม่ได้ลวกจนเละและแป้งไม่ติดกัน ส่วนถั่วงอกถ้ามองเผินๆ ก็เหมือนถั่วงอกลวกบ้าๆ ราดด้วยซอสหมูสับ มีซอสอยู่ด้านล่างและหมูสับอยู่ด้านบน แต่ราคาแพงทีเดียว กลิ่นหอมหมูสับทำให้ผมนึกถึงขนมจีนน้ำเงี้ยว

                แม้ว่าเราจะกินอย่างอื่นมาก่อนแล้วแต่ทั้งสามอย่างนี้ยังกินจนไม่เหลือ
                จากถนน Cat Street  เดินออกมาข้างหน้าเราเจอกับถนน 413 Meiji-Dori และเลี้ยวซ้ายกลับมาแยก Harajuku
                ระหว่างทางเราเจอกับร้าน Kiddy Land ที่เต็มไปด้วยของเล่นเด็ก มีการแบ่งโชนต่างๆ เป็นหลายชั้น และร้านของเล่นอื่นๆ เยอะแยะไปหมด หัวใจสั่งให้ขาเดินเข้าร้านนั้น ออกร้านนี้มีของเล่นล่อหูล่อตา รู้สึกเหมือนเป็นเด็กอีกครั้ง ถ้าเราพาลูกหลานมาเดินคงเรียกได้ว่าหมดตัวแน่ๆ
                ข้ามถนนมาอีกฝั่งของถนน 413 Meiji-Dori และเข้าไปเดินหลบร้อนใน Tokyo Plaza ช่วงเวลาบ่ายหลังจากกินข้าวเที่ยงมาแล้วหนังท้องตึงหนังตาเริ่มหย่อนตามคำโบราณ อยากจะแวะร้านสตาร์บัคส์หน่อยแต่เหมือนใจเราจะตรงกับใจคนอื่นๆ ร้านไม่มีที่ว่าง  แถวต่อคิวเดินวนไปมาจนหาปลายแถวไม่เจอ หลายร้านก็ไม่มีที่นั่ง รู้ตัวอีกที่ก็เดินขึ้นมาถึงชั้นดาดฟ้าแล้ว
                เสียงของพริตตี้สาวที่กำลังพูดระหว่างทำกิจกรรมอยู่ยังสู้ไม่ได้กับแสงแดดจากพระอาทิตย์ในบ่ายวันนี้ อากาศร้อนจนแทบไม่มีคนเดิน เรามองออกไปริมระเบียงดูผู้คนกำลังข้ามถนนไปมาตรงแยกด้านล่างและเปิดแผนที่ดูในโทรศัพท์เหมือนตัวเองกำลังอยู่ในจุดเล็กๆ ของเมืองใหญ่
                ที่นีมีอะไรแปลกใหม่ที่ไม่เคยเจอมาก่อน อะไรที่ สร้างครั้งแรก เปิดให้บริการที่แรกก็มักจะอยู่ที่นี่ อย่าง Line Store เอมบอกว่าจุดเด่นของ Line Store ที่นี่คือเป็นสาขาแรกของโลกมีชื่อเต็มๆ ว่า Line Friends Store Harajuku ใครที่เดินผ่านไปมาเป็นต้องแวะดูเพราะคนที่นี่ไม่มีใครไม่รู้จักไลน์และผมก็เป็นสาวกไลน์อยู่เหมือนกัน หลังจากก้าวเท้าผ่านประตูเข้าไปในร้าน ก็พบกับเจ้าบราวน์ตัวใหญ่ ยืนต้อนรับอยู่ สาวๆ หลานคนเป็นต้องถ่ายรูป ชายกึ่งหญิงกำลังทำท่าโพสรูปอย่างสดใส บ้างก็เซลฟี่

                ผมเดินวนไปมาอยู่หลายรอบจนพนักงานแนะนำว่ายังมีชั้นล่างลองเดินลงไปดูได้ ถามพนักงานไปว่าช่วงวันหยุดทำให้มีคนมาเยอะเป็นพิเศษใช่ไหมแต่พนักงานบอกว่า ไม่ว่าวันไหนๆ ร้านก็มีคนเยอะอยู่แล้วเพราะมีนักท่องเที่ยวมาเยือนตลอด
                ชั้นล่างของ Line Store ตกแต่งด้วยไฟสีส้มมีพื้นที่ขนาดไม่ใหญ่มาก มีสินค้าเหมือนชั้นบนแต่มีมุมน่ารักให้ได้ถ่ายรูป จัดพื้นที่เป็นเหมือนห้องนอนสำหรับเจ้าบราวน์โดยเฉพาะ มีอุปกรณ์อย่างกีต้าร์ เครื่องเล่นแผ่นเสียง หนังสือให้ใช้ถ่ายรูป เหมือนคนอื่นๆก็ได้รับคำแนะนำว่ามีชั้นล่างจึงเดินลงตามกันมาก็ถึงเวลาที่เราต้องเปลี่ยนขึ้นมาข้างบนสลับให้คนอื่นได้ถ่ายรูปบ้าง ที่มุมของร้านมีคนมาหมายกำลังมุงกันอยู่ เหล่าสาวกกันลังหาสินค้าลดราคามีทั้งที่ชาร์จแบตสำรอง สายชาร์จ อุปกรณ์เครื่องเขียน กระบอกน้ำ แก้วน้ำ เคสโทรศัพท์มือถือ พวงกุญแจ สมุดเครื่องเขียนและยังมีสินค้าในครัวอย่างถ้วยชามที่วาดรูปตัวการ์ตูนไลน์อย่าง บราวน์ โคนีและผองเพื่อนอีกด้วย แต่พอดูราคาแล้วก็ยังคงแพงอยู่ อาจจะเพราะเป็นสินค้าจริงถูกลิขสิทธิ์


                สรุปแล้วทั้งผมและเอมก็ไม่ได้ซื้อของเลยแต่ได้มาเพราะว่าที่ไทยมี Line Store แล้ว
                ออกจาก Line Store ไม่นานก็เดินเข้าตึก New balance เป็นช่วงที่ New balance กำลังเปิดตัวรองเท้าคู่ใหม่และสินค้าอีกหลายชิ้นพอดีทำให้มีลูกค้ามากเป็นพิเศษ ในร้านมีหลายชั้นเป็นเป็นชั้นผู้หญิง ชั้นผู้ชายและคาเฟ่ จากการสังเกตการจัดตกต่างร้าน ถ้าเราเดินเข้าร้านไหนและเดินรอบเดียวหรือทางเข้าออกสะดวกมักจะไม่เจออะไรที่ถูกใจ แต่ถ้าเราเดินวนสองรอบขึ้นไปเมื่อไหร่จะเจอสินค้าที่ถูกใจทันที เหมือนที่เคยอ่านเจอในหนังสือหลักการตลาดเกี่ยวกับการจัดร้านร้านค้ามักจะทำทางเดินให้ลูกค้าวนอยู่ในร้านหลายรอบเพื่อให้ลูกค้าอยู่ในร้านนานที่สุด หนังสือที่ผมอ่านคือเล่มเดียวกับที่ผผู้จัดการ New balance สาขานี้อ่านรึป่าวนะ
                การเดินวนหลายรอบทำให้ได้มาเจอรองเท้าที่ถูกใจ จึงไม่รอช้าที่จะขอพนักงานทดลองสวม พนักงานสาวผมสั้นถามขนาดที่ใส่แล้วเข้าไปหาในสต๊อกมาให้ ตอนนั้นผมรู้สึกไม่มั่นเลยเพราะการเดินมาครึ่งวันกรอบกับรองเท้าที่กำลังใกล้หมดอายุไขเต็มทีไม่รู้จะได้กลับไปตายที่บ้านหรือไม่ แต่เมื่อพนักงานเอามาให้ก็คงต้องลอง
                ณ มุมนั่งลองรองเท้าของร้าน พนักงานหญิงผิวขาวผมสั้นคนเดิม นำเอารองเท้าขนาดที่ต้องการมาให้ ไม่เท่านั้นเธอยังอาสาถอดรองเท้าแล้วสวมให้ด้วย  ผมตกใจเพราะยังไม่เคยเจอการบริการถึงขั้นนี้อีกทั้งเหตุผลหลักเพราะไม่มั่นใจและเขินด้วย แต่เพราะบริการด้วยใจของเธอ ผมบอกไปว่าไม่ต้องเดี่ยวทำเองด้วยความรู้สึกเกรงใจ ถ้าเธอไม่ได้รู้สึกว่าผมเป็นแขกคนพิเศษจนช่วยลองทองเท้าให้เธอคงเป็นพนักงานที่มีใจเต็มไปด้วยการบริการและได้ใจลูกค้าไปหลายคน
                “ฝั่งนี้หมดหรือยัง มีร้านอะไรแนะนำอีกไหม” ผมถามเอมเพราะเห็น  H & M และ FOREVER21 อยู่ตรงข้าม เอมบอกไม่มีแล้วข้ามไปอีกฝั่งได้เลยเหมือนรู้ใจ ระหว่างรอไฟเขียวข้ามถนน ฝั่งนี้ไม่มีอะไรบังแดด เราอาศัยเสาไฟข้างทางต้นสูงๆ ที่ให้เงาทอดยาวเป็นที่กำบัง พอข้ามมาอีกฝั่งเราก็ไม่ได้แวะ H & M แต่อย่างใด แต่ไปในซอยที่มีอะไรเด็ดกว่า

                ซอยเล็กๆ ที่เปิดต้นรับผู้มาเยือนอย่างเราเข้าไป หรืออาจจะมีใครเดินหลงมาก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลก เหมือนกระแสน้ำที่พัดเอาสิ่งของต่างๆ มารวมกันที่จุดนี้แล้วปล่อยออกทางท่อขนาดใหญ่ แหล่งช้อปปิ้งที่แท้จริงของย่านฮาราจูกุ บนถนนทาเคชิตะ (Takeshita Dori) เต็มไปด้วยสาวเกาหลี หนุ่มอเมริกา ไต้หวัน ฮ่องกง คนไทย ฯลฯ แม้ตามข่าว ประเทศเหล่านี้กำลังมีปัญหาหากัน แต่ที่นี่ไม่มีใครสนใจว่าใครจะมาจากที่ไหน
                สินค้ามากมาย ร้านเครื่องสำอาง ร้านกระเป๋า กิ๊ฟช๊อป ขนม หรือไม่ว่าต้องการอะไรก็หาได้ไม่ยาก เราเดินตามเสียงหัวใจเข้าร้านนี้ ออกร้านนู้น เข้าๆ ออกๆ เกือบทุกร้านจนกลับมาดูรูปในกล้องก็จำไม่ได้แล้วว่าร้านไหนเป็นร้านไหน หัวใจพองโต เพลิดเพลินกับการเดิน แปลกตาและตื่นเต้น แปลกใจแต่ชอบ อยากได้หมดทุกอย่างที่เห็นอาจจะเพราะราคาไม่แพงและคุณภาพดี แต่ถ้าเปรียบเทียบคุณค่าและประโยชน์ใช้สอยแล้วมันคงไม่มีประโยชน์เท่าไหร่ที่เราจะซื้อ ถ้ามีงบไม่จำกัดคงไม่พลาดได้กลับไปหลายชิ้นแน่ๆ เรียกได้ว่าล้มละลายเลยทีเดียว

 

                เสียงโฆษณาเรียกลูกค้าทั้งสองฝั่งของถนนจากร้านเพิ่งเปิดใหม่เพื่อกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นและเรียกความสนใจจากลูกค้า  บางร้านก็มีคิวรอซื้อขนมยาวมาถึงหน้าร้าน อย่างร้าน  ZAKUZAKU ร้านขายขนม อัลมอนด์ครีม กลิ่นหอมทำให้เราต้องแวะลองชิม ขนมลักษณะแท่งยาว ทำด้วยแป้งผสมกับเม็ดอัลมอนด์สีน้ำตาลที่อบอยู่ในตู้มีกลิ่นอบฟุ้งไปทั่วร้าน แต่ก็สงสัยว่ามันเป็นไส้อะไร พอได้เดินเข้าไปตรงเค้าเตอร์ก็เห็นพนักงานกำลังเอ้าเจ้าขนมอัลมอนด์ครีม เสียบเข้ากับแท่งเหล็กที่ปั้มไส้คัสตาร์ดครีมเข้าไปข้างใน ราคาเพียง 250 เยนต่อชิ้น

                เราซื้อมา 1 ชิ้นแต่แบ่งกันกิน 2 คน  ลักษณะรูปร่างคล้ายจะกรอบ แต่พอได้ลองจับมันไม่ถึงกับแข็งกรอบแต่ก็ไม่ได้นิ่มจนยุบ พอหักครึ่งไส้คัสตาร์ดครีมก็ไหลเหมือนลาวา คำแรกที่ได้กัดก็รู้สึกถึงรสอัลมอนด์กรอบๆ ผสมกับคัสตาร์ดครีมนุ่มและอร่อย คัสตาร์ดครีมละลายในปากเร็วกว่าอากาศร้อนข้างนอกอย่างละมุนลิ้น  เราถ่ายรูปจนคนหน้าร้านมองมาเหมือนสงสัยเหมือนกันว่ามันเป็นยังไง ทำให้เราต้องรีบกินขนมให้หมดแล้วรีบเดินออกไป

 

                นอกจากร้านขนมแล้วยังมีร้านอื่นๆ ที่เราแวะเข้าไปดูและชอบอย่างร้าน Daiso 100 เยนที่มีของให้เลือกมากมาย ทั้งของกิน ของฝาก ของใช้ ของเล่นจนเลือกไม่ถูก และก็ออกมาเดินเข้าร้าน Matsumoto ร้านขายยา เครื่องสำอาง อาหารเสริมที่มีให้เลือกหลากหลายเช่นกัน รายการสินค้าที่เพื่อนฝากซื้อผุดขึ้นมาในหัว พอหยิบออกมาดูแล้วเดินหาตามที่จดไว้ปรากฏว่าเจอหมดทุกอย่าง ร้านเดียวจบครบเลยไม่เสียเวลาจริงๆ
                ไม่ใช่แค่ร้านของกินที่เราสนใจยังมีร้านอื่นๆ ที่เราเดินเข้าออกอย่างสนุกสนาน เยอะจนจำไม่ได้ร้านไหนเป็นร้านไหนและด้วยเวลาที่จำกัดก็ไม่ได้ดูอะไรมากมายเพียงจำไว้ว่าร้านไหนมีของที่อยากได้จริงๆ ไว้จะแวะกลับมาซื้อใหม่ตอนเย็น
                สุดท้ายก็เดินมาถึงทางออกถนนทาเคชิตะที่อยู่อีกฝั่งของถนนติดกับสถานีรถไฟ JR สถานี HARAJUKU ซึ่งเป็นเนินสูงกว่าด้านล่าง เป็นจุดที่น่าสนใจมากเพราะมีป้ายชื่อถนนด้านบนมองลงไปเห็นคนเดินเต็มถนนไปจนถึงอีกฝั่งที่เข้ามา ถือเป็นไฮไลท์เรียกความสนใจได้มากจนหลายคนต้องหยุดถ่ายรูปไว้ไปอวดเพื่อนๆ เลยทีเดียว ที่นี่ผมมีรูปอวดเพื่อนแล้ว เพื่อนที่กำลังนั่งทำงานอยู่จะหมั่นไส้ไหมนะ ผมขอโทษ

 

 


15 – คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย


 

                จากย่านที่เต็มไปด้วยคนพลุกพล่าน เบียดแน่นกันเกือบทุกตารางนิ้วกับอีกย่านจนแทบไม่มีคน สองย่านนี้ห่างกันเพียง 1 สถานีรถไฟฟ้า ณ ทางออกสถานี Omote-sando  เราเดินมาไกลพอสมควรเพื่อตามหาพิพิธภัณฑ์เนซูที่เอมวางแผนจะไปถ่ายรูป แต่ผมขอเดินเล่นตามถนนแทนรอบๆ แทน เดินเล่นแบบไม่มีแผนที่ ไม่มีอินเตอร์เน็ตลองดูสิว่าจะหลงอีกไหม
                บริเวณรอบๆ พิพิธภัณฑ์เนซู มีชาวบ้านแถวนี้ออกมาเดินเล่นบ้าง ปั่นจักรยานบ้างแต่ก็ไม่เยอะ เรียกได้ว่าค่อนข้างเงียบสงบและดูเงียบเหงาเหมือนเป็นอีกเมือง แต่ความจริงตั้งอยู่ไม่ไกลจากย่าน Harajuku เลย ร้านค้าไม่มีคนพลุกพล่าน ผมเดินเล่นรอบๆ จนเผลอตัวเข้ามาอยู่ใน Café แมวเหมียว ที่เต็มไปด้วยลูกค้าผู้รักสัตว์ สาวๆ กำลังหยอกล้อเล่นกับเหมียวตัวอื่นๆ ที่ลูกค้าเอามารักษาและเหมียวของทางร้าน เหมียวสีขาวขนฟูฟ่องน่ารักน่าชังนั่งมองมาพร้อมทำสายตาอ้อนวอนจนอยากวิ่งเข้าไปตะครุบแต่ก็ไม่กล้า เพราะไม่รู้ว่าเค้ามีกฏระเบียบและข้อปฏิบัติอะไรบ้าง พนักงานสาวคงเห็นสายตาที่เหมียวมองมาและเรามองเหมียวเลยเชื้อเชิญให้ให้เข้าไปดูได้ เธออาจจะเห็นความรักสัตว์จากสายตาของผม
                ร้านบางร้านยังไม่มีลูกค้า พนักงานหนุ่มสาวกำลังสนุกกับการจัดของในร้าน บ้างทำความสะอาดร้าน  ร้านขายเสื้อผ้า ร้านรองเท้าที่ไม่มีลูกค้าก็อยู่กันได้ยังไง ผมสงสัยหรือเราแค่ตัดสินจากที่ตัวเองเองเห็นชั่วคราว ณ ตอนนั้น
                ยิ่งเดินไปเรื่อยๆ ยิ่งเหมือนเราถูกฉุดเข้าไปอีกเมืองผ่านประตูวิเศษของโดราเอมอน ทางเดินที่สะอาด ออกแบบให้เดินสะดวกไร้สิ่งกีดขวาง มีเจ้าถิ่นแดนปลาดิบที่นี่เดินเป็นเพื่อน บ้างก็ปั่นจักรยาน บรรยยากาศชิวๆ เป็นช่วงที่รู้สึกว่าสมองโล่งจนไม่ต้องคิดอะไร สายตาพาให้สะดุดกับป้าย Reebok ร้านเครื่องแต่งกายชื่อดังเลย ข้างในเป็นฟิตเนสขนาดเล็ก มีเครื่องเล่นไม่มาก พลางนึกขึ้นได้ว่าตัวเองก็ไม่ได้เข้ายิมมาหลายอาทิตย์แล้วเหมือนกัน ไม่ค่อยเห็นฟิตเนสชื่อดังเหมือนในไทย คนส่วนใหญ่ที่นี่นิยมออกกำลังกายแบบไหนกัน แล้วหลายคลิปดังๆ ในญี่ปุ่นเค้าไปถ่ายในยิมไหนนะ แค่สงสัย

 

                Café มีมากมายหลายร้านแต่ละร้านก็มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ชวนให้หลงใหลและถ่ายรูป ไม่แปลกใจว่าทำไมหนังสือแนะนำคาเฟ่ในญี่ปุ่นและรีวิวตามเว็บต่างๆ ถึงได้รับความสนใจจากคนไทยจนติดอันดับขายดี แม้ว่าผมจะเดินเข้าไปถ่ายรูปและหยิบจับนู้น นี่โดยไม่ได้สั่งอะไร พนักงานก็เต็มใจให้บริการ นี่อาจจะเป็นเหตุผลนึงที่ใครหลายคนชอบ
                ขณะที่กำลังหยุดพัก ก็นั่งมองขึ้นไปบนฟ้าและจินตนาการเล่นๆ ถ้ามีโอกาสได้มาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่สักพักคงจะมีความสุขมาก เดินเล่นตามถนนดูวิถีชีวิตคนญี่ปุ่น ถ่ายรูปคาเฟ่ นั่งอ่านหนังสือที่ชอบ เขียนบล็อก มีเวลาไปออกกำลังกายชีวิตดูสโลว์ไลฟ์ดีเหมือนกันนะแต่ว่ามันคงใช้เงินไม่ใช่น้อย
                หลังจากเอมถ่ายรูปเสร็จเรานัดเจอกันตรงประตูทางเข้าพิพิธภัณฑ์  ท้องฟ้าเริ่มครึ้ม หมอกเริ่มจางเหมือนเป็นสัญญาณเตือนว่าฝนจะตก เราได้แต่ภาวานาอย่าให้เป็นอย่างที่คิดเพราะยังมีอีกหลายที่ที่ยังไม่ได้ไป
                เราก้าวเท้าไปเรื่อยๆ โดยไม่มีจุดหมาย สุดท้ายก็มาโผล่ถนน Aoyama Dori มองผ่านรถที่วิ่งสวนกันไปมาไปอีกฝั่งของถนนเห็นร้าน MUJI ตั้งเด่นเป็นสง่า เอมบอกว่าที่นี้เป็นสาขาแรกของ MUJI มีหรอที่เราจะพลาด

                MUJI Aoyama มี 4 ชั้น บริเวณชั้น 1 มีประวัติการก่อตั้งของ MUJI เขียนไว้อย่างน่าสนใจ สินค้าแต่ละชิ้นมีเรื่องราวและความเป็นมาเขียนอธิบายไว้ ใครจะรู้แค่ตะกร้าสานที่เราดูเป็นสินค้าธรรมดา เค้าจะเอามาทำเป็นสินค้าที่สร้างมูลค่าได้ ช้อนที่ทำจากไม้ ถาดรอง จานและอื่นๆ ดูแล้วช่างเรียบง่ายและสร้างสรรค์ทำให้สินค้ามีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นเป็นแนวคิดที่ดีที่ประเทศเราควรเอามาปรับใช้บ้าง
                สินค้าหัตถกรรม ตะกร้าสาน  ไม้กวาดที่ทำจากก้านใบมะพร้าว ที่ดูบ้านๆ ไม่มีมูลค่าในบ้านเรา แต่มีการเติมแต่งเรื่องราวลงไปให้กับสินค้าจนขายเพิ่มได้หลายตังค์ นักท่องเที่ยวหลายคนหยุดอ่านรวมถึงผมด้วย อาจเป็นเพราะการจัดร้านของ MUJI ไม่ได้เน้นไปทางขายของแต่เป็นการจัดวางเหมือนนิทรรศการมากกว่า ซึ่งหลายๆ ร้านที่ได้มีโอกาสไปมาก็เน้นจัดร้านแบบนิทรรศการเหมือนกันทำให้ลูกค้าเพลิดเพลินกับการชอปปิ้ง รู้ตัวอีกทีก็หิ้วของเต็มตระกร้าแล้ว

                บนถนนเส้นเดิม หน้าร้านขายเครื่องดื่มแห่งหนึ่งเต็มไปด้วยลูกค้าวัยหนุ่มสาวกำลังต่อคิวกันอย่างเป็นระเบียบ นั่นพวกเค้ากำลังรออะไรกัน เราสงสัยจึงเดินเข้าไปดู  ร้าน Lipton ชาชื่อดังที่ใครต่อใครก็รู้จัก เปิดคาเฟ่ตั้งอยู่ใกล้สถานีรถไฟ Omote-sando  มีป้ายสีสันสนใจตั้งเรียกลูกค้าอยู่หน้าร้านรวมถึงเราด้วย แต่พิเศษกว่าชาลิปตันทั่วไปคือเอาผลไม้มาผสมด้วยเป็น Fruits in Tea ในขวดที่วาดด้วยลวดลายต่างๆ มีให้เลือกหลายลายแบบ มีผลไม้หลายชนิด ทั้งมะนาว กีวี่ สตอเบอรี่ ส้ม ลิ้นจี่ แล้วแต่ว่าจะเลือกผสมแบบไหน ดูจากที่คนอื่นสั่งแล้วสีของชาและผลไม้ดูเข้ากันน่าลองจนต้องไปเข้าคิวรอ เราแอบถ่ายรูปขวดชาคนอื่นอยู่ไกลๆ
                คาเฟ่มี 2-3 ชั้นเต็มไปด้วยลูกค้าทั้งนักท่องเที่ยวและเจ้าถิ่น ผมรอคิวประมาณ 10 นาทีแต่แถวยังคงไม่เดินหน้าไปไหน เลยกลับใจใจไม่ลองดีกว่า คนญี่ปุ่นช่างน่าชื่นชมจริงเสียจริง มีความอดทนในการรอ ผมเห็นมาหลายร้านตั้งแต่ร้านไอศกรีม “FUWAGORI” ที่ Nakameguro แล้ว
                ช่วงเย็นวันนี้ ฟ้ามืดช้ากว่าปกติ อาจเป็นช่วงฤดูร้อน เราเดินกลับมาจุดเดิมของสถานีรถไฟ Omote-sando การเดินในช่วงเย็นที่ไม่มีแดดช่างสบายแต่ต้องแลกกับการถ่ายรูปไม่สวย อาจเป็นเพราะไม่เก่งเรื่องถ่ายรูปที่แสงน้อยเอาเสียเลย ต้องปรับนั่นปรับนี่หลายอย่าง เลยได้ใช้เวลานี้มองสิ่งที่อยู่รอบตัวผ่านสายตาแทนการมองผ่านเลนส์

                Ben & Jerry’s ดูดเราเข้ามาเป็นลูกค้าด้วยรูปไอศครีมสีสันสดใสชวนให้น่าลองและผลักเราเข้าไปต่อในห้างโอโมเตะซันโด ฮิลส์ ห้างที่มีความแปลกและแตกต่าง บนถนนที่เป็นทางลาดชันทำให้ห้างโอโมเตะซันโด ฮิลส์ ต้องสร้างทางเดินข้างในให้เป็นทางลาดวงกลมเชื่อมขึ้นไปแต่ละชั้น การออกแบบที่แตกต่างช่วยจัดสรรร้านค้าให้คนเดินผ่านแทบทุกร้าน โดยตึกยังคงเชื่อมกัน มองข้างนอกจะเห็นบล๊อกแต่ละร้านสูงไม่เท่ากัน แต่เรียงกันอย่างสวยงาม

 

                แม้ว่าขาทั้งสองจะเหนื่อยกับการเที่ยววันนี้มากแค่ไหน แต่หัวใจยังคงสนุกสนาน เราเดินเข้าตามตอก ซอกซอย จนมาโผล่ร้าน Onitsuka Tiger ร้านรองเท้าชื่อดังที่เต็มไปด้วยลูกค้าและมีร้าน  Søstrene Grene ที่อยู่ใกล้กัน พนักงานสาวกำลังเรียกเราเข้าไปดูของใช้ในบ้านที่มีทั้ง โต๊ะ เก้าอี้ โครมไฟ และสินค้ากิ๊ฟช๊อปสไตล์ญี่ปุ่นอย่าง เครื่องเขียน สมุด ไหมพรม แม้แต่จ๊อบขุดดินก็มี เราใช้เวลากับร้านนี้พอสมควรกับการเลือกของฝาก อย่าถามว่าฝากใคร เพราะเงินในกระเป๋าเราไม่ได้มีพอที่จะซื้อไปฝากเพื่อนทุกคน แต่จะซื้อให้ตัวเองก็ยังคิดแล้วคิดอีก สุดท้ายผมก็ได้ของมาหนึ่งชิ้นเป็นถ้วยใบเล็กสลักตัวอักษร O ส่วนเอมกำลังด้อมๆ มองๆ โต๊ะเขียนหนังสืออยู่ที่มุมร้าน ดูท่าเอมสวนใจโต๊ะตัวนี้มาก ถ้าหากมีบ้านที่นี่คงต้องซื้อกลับเป็นแน่หรือเอมคิดจะซื้อกลับมาที่ไทยผมยังไม่เคยถาม

                ดูเวลาเวลาอีกทีก็สองทุ่มกว่าแล้ว เราเดินเตล็ดเตร่ไปเรื่อยๆ ก่อนจะรีบเดินปนวิ่งเมื่อดูเวลาว่าร้าน ABC-Mart จะปิดตอน 3 ทุ่มเพราะต้องรีบไปดูรองเท้าที่เพื่อนฝากซื้อ เราไลน์คุยกัน ถ่ายรูปรองเท้าให้เพื่อนดู เธอใช้เวลาเลือกนานสองนานกว่าจะตัดสินใจและตอบไลน์กลับมา ระหว่างรอผมก็เลือกแบบที่ตัวเองชอบไปพลางๆ สุดท้ายก็ได้มา 2 คู่แต่โชคร้ายทางร้านนี้ไม่มี Tax Refund และไม่มีส่วนลดเลยต้องจ่ายราคาเต็ม ใครว่าญี่ปุ่นคืนภาษีได้และมีส่วนลด ผมขอเถียงขาดใจและยืนยันต้องรองเท้าเบอร์ 41 ครึ่งคู่นี่
                จากร้าน ABC-Mart เราเดินตรงดิ่งไปถนนทาเคชิตะ ภาพถนนกลางวันและกลางคืนช่างต่างกันสิ้นเชิง บนถนนเส้นนี้แทบไม่มีคนเดินแล้ว ร้านค้าเริ่มปิด ทุดคนทะยอยเดินออก แต่เราสองคนกำลังเดินเข้า จะมีสักกี่คนที่ได้เห็นภาพนี้ จะมีสักกี่คนที่ได้สัมผัสบรรยากาศที่เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ มันเป็นสัญญาณเตือนว่าเงินในกระเป๋ากำลังจะวิ่งจากไปแล้ว
                เรากลับมาเยือน ร้าน Daiso 100 เยนที่ดูไว้เมื่อเช้าอีกรอบ เอมและผมต่างเพลินกับการเลือกซื้อของ จนไม่ได้สนใจงบที่มี เจออะไรก็พลางคิดว่าจะซื้อไปฝากคนนั้นคนนี้ เห็นอะไรก็อยากได้ไปหมด จนหิ้วตะกร้าไม่ไหว ความจริงเราควรจะเลือกก่อนว่ามีใครที่จะซื้อของไปฝากบ้างและซื้อของอะไร แต่กลับกัน เรากลับหยิบของก่อนแล้วหาเหตุผมว่าของชิ้นนี้ซื้อไปให้ใครดี บางชิ้นก็ไม่รู้จะซื้อไปฝากใครแต่อยากได้จริงๆ ก็ซื้อมา รวมราคาเบ็ดเสร็จหมดไปเกือบ 5,000 เยนแต่ก็ได้ของมาเยอะเลยทีเดียว
                เราแบกถุงรองเท้าใบใหญ่และของจุกจิ๊กอีก 2 ถุงที่ได้จากร้าน Daiso 100 ไปยังสถานีรถไฟ เงินหายไปแต่ได้ของชิ้นใหม่กลับมา ค่ำคืนที่ฟ้ามืดแต่ยังคงมีแสงสว่างของแสงไฟในเมืองหลวง คนต่างถิ่นสองคนกำลังพาเดินโซซัดโซเซไปขึ้นรถไฟกลับที่พัก แล้วสำนวนไทยก็ผุดขึ้นมาในหัว “คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย” อย่างน้อยวันนี้เราก็มีเพื่อน ไปดื่มกันสักหน่อยไหม เอมถามผม

 

 


16 – หัวใจหมดแรง


 

                สุรา เฮฮา บ้าบอ น่าจำเป็นคำที่เข้ากันที่สุดเมื่อตอนคือก่อน เพราะเมื่อสุราตกถึงท้อง วิ่งไปตามกระแสเลือด เราก็เริ่มคุยกันเฮฮา แม้ว่าจะเป็นเพื่อนใหม่ก็คุยกันถูกคอ หรือถ้าเพื่อนเก่าก็คุยกันมันส์ออกรสบ้าบอคอแตก
                หลังจากดื่มสาเกไปคนละขวด เมื่อวานทำให้วันนี้ตื่นสายกว่าที่วางแผนไว้และมึนหัวนิดหน่อย จนเกือบจำไม่ได้ว่าเมื่อวานเรากลับมาถึงที่พักได้ยังไง ที่หนักกว่าผมน่าจะเป็นเอมที่มาถึงเมื่อคืนก็หลับไปเลยโดยไม่ได้อาบน้ำ แต่ผมหรอ..ต่อให้ดื่มหนักขนาดไหนก็ต้องอาบน้ำก่อนนอนไม่งั้นจะไม่นอนไม่หลับ
                เครื่องดื่มเย็นๆ รสชาติเปรี้ยวน่าจะมีสรรพคุณช่วยให้เราสดชื่นและมีแรงมากขึ้น เราไม่ได้คออ่อนจนต้องง่วงและนอนทั้งวันจนลืมแผนเที่ยวขนาดนั้น ผมหยิบแผนที่รถไฟแผ่นใหม่ที่แจกตามสถานีมาดู จะได้ช่วยเอมวางแผนว่าควรจะเปลี่ยนขบวนที่สถานีไหนและเปลี่ยนไปสายไหนถึงจะไวที่สุดและมีที่นั่งด้วย ที่ผ่านมาเราดูแค่ว่าสถานีไหนเชื่อมกันบ้างไม่ได้ดูว่ารถไฟสายนั้นมาไกลแค่ไหนทำให้คนเต็มขบวนและได้ยืนตลอดทาง
                นอกจากตื่นสายแล้วทำให้วันนี้แผนที่เตรียมไว้บางอย่างต้องเปลี่ยนแปลง เรากลับไปย่าน Harajuku อีกครั้งเพื่อเก็บภาพบางร้านที่ยังไม่ได้ถ่ายเนื่องจากเมื่อวานพระอาทิตย์จากเราไปก่อนทำให้แสงไม่สวยพอ

                 ตอนนี้ผมดูแผนที่รถไฟได้เกือบหมดแล้วต่างจากวันแรกๆ ที่หมุนกระดาษไปมาแบบไม่รู้ทิศทาง ดูยังไงก็ไม่เข้าใจ ได้แต่เดินตามเอมไปทุกที จนเอมบอกว่ามาเที่ยวด้วยกันก็ต้องช่วยกันดู เดี่ยววันหลังถ้ามาเองจะได้ไปถูก แอบจุกเบาๆ แต่ก็จริงบ้างครั้งการพูดอ้อมค้อมก็อาจจะทำให้ผมคิดไม่ได้ จัดมาแบบตรงๆ งี้แหละเข้าใจง่ายดี
                จาก Harajuku เพียงไม่กี่นาทีเราก็โผล่ที่ Ikebukuro ราวกับใช้คอปเตอร์ไม้ไผ่บินมาที่สถานี Ikebukuro  มีรถไฟเชื่อมกันทั้งหมด 4 สาย นักเดินทางญี่ปุ่นมือใหม่พยายามจะดูยังไงก็ไม่เข้าใจ ขนาดเอมที่ว่ามาเที่ยวหลายครั้งยังงง ส่วนผมยิ่งโคตรงงไปใหญ่ งง จนไม่รู้จะเติม ง กี่ตัวดี

                เรื่องหาทางออกไม่ใช่เรื่องยาก แต่หาทางออกให้ตรงกับปลายทางที่เราจะไปสิมันยากกว่า
                แต่มันก็ไม่ได้ยากเกินความสามารถที่จะหาทางออกจนเจอแม้ว่าจะใช้เวลานานไปหน่อยเพราะชั้นใต้ดินที่สถานี Ikebukuro มีร้านค้าและทางเชื่อมเยอะไปหมด พลังงานที่ได้จากมื้อเช้าที่ฝากท้องไว้กับ 7-11 น่าจะถูกใช้ไปหมดแล้ว เสียงท้องร้องบ่งบอกความหิว แต่เอมบอกว่าเดี่ยวจะพาไปกินราเมนชื่อดังในย่านนี้ให้อดใจไว้ก่อน กลิ่นอัลมอนด์หอมๆ จากร้าน Coffee Golila ช่างมากถูกเวลาพอดี จนต้องแวะเข้าไปดู จำไม่ได้ว่าขนมชิ้นนั่นเรียกกว่าอะไร แต่ลักษณะเหมือนกัน เพรทเซล อัลมอนด์ที่ร้าน Auntie Anne’s  
                เอมก็ขอไปเดินถ่ายรูปตึกรอบๆ ส่วนผมขี้เกียจเดิน เลยนั่งกินขนมรอที่สวนสาธารณะ คุณลุงคุณป้ากำลังนำสินค้าออกมาวางเรียงรายพร้อมเสียงเรียกลูกค้า เหมือนเป็นตลาดขายของเล็กๆ  อากาศร้อนในสายวันนี้ไม่สามารถทำอะไรกับเหล่าพ่อค้าแม่ค้าได้ ไม่กลัวแดดกลัวฝ้า จะว่าแต่พ่อค้าแม้ค้าก็เห็นจะไม่ยุติธรรมเพราะลูกค้าทั้งหลายก็ยังมีความอดทนเดินวนอยู่หลายรอบทีเดียว

                “ไปกินข้าวกันเถอะ” เอมเรียกพร้อมกับดูแผนที่ในมือถือโดยมีจุดหมายอยู่ที่ร้าน  Mutekiya ramen ระหว่างทางก็เล่าประวัติร้านเรงเมงให้ผมฟังไปด้วยเหมือนเป็นไกด์ประจำที่นี่
                “Mutekiya ramen” เป็นร้านขึ้นชื่อของย่านนี้ถ้าใครมาเที่ยวต้องห้ามพลาด ร้านจะเปิด 10.30 ฉะนั้นเราต้องรีบไปตั้งแต่ร้านเปิดเพราะคิวจะยาวมาก ซึ่งเคยมีสาขาอยู่ที่ Shinjuku แต่ตอนนี้เหลือที่นี่ที่เดียวและยังเป็นร้านแนะนำในเว็บท่องเที่ยวของประเทศต่างๆ ฉะนั้นเราไม่ควรพลาด” เอมบอก
                เดินไม่นานเราก็มาถึงหน้าร้าน  Mutekiya ramen ลูกค้าเจ้าถิ่นชายหญิงและลูกค้าขาจรทั้งหลายกำลังรอคิวยาวเต็มหน้าร้าน แถวทั้งสองยาวไปจนถึงถนนข้างๆ ไม่มีเงาของตึกกำบังแสงแดดที่ส่องมาทางทิตย์ตะวันออก บ้าไปแล้วรอไปได้ยังไง ผมคิดในใจ ทันใดนั้นเอมขออนุญาติไปเดินถ่ายรูปบริเวณรอบๆ เพื่อไม่ให้เสียเวลาและให้ผมยืนรอคิวหน้าร้าน ตอนนั้นมีคนบ้ายืนรอคิวเพิ่มอีก 1 คน

                แถวค่อยๆ ขยับเข้าใกล้ร้านที่ละก้าว สองก้าว พนักงานต้อนรับสาว ผิวขาวผมสั้น เอาพัดมามาแจกให้ช่วยบังแดด หน้าร้านมีคิวรอก่อนหน้าประมาณ 15 คนผมนับไว้ตอนมาเริ่มมาต่อคิว แถวค่อยๆ ขยับเข้าไปเรื่อยๆ คนที่รอคิวเข้าไปในร้านทีละคนสองคนจนเหลือประมาณ 5-6 คนพนักงานเอาเมนูอาหารมาให้เราได้เลือกดู บังเอิญเอมเดินกลับมาพอดี ผมสงสัยเอมไปแอบยืนหลบแดดรึป่าว
                ทางร้านมีเมนูให้เลือกหลายภาษาน่าจะทำขึ้นตามาสถิติลูกค้าที่มาใช้บริการเยอะที่สุด ทั้งญี่ปุ่น อังกฤษ จีนและภาษาไทย แปลกสุดก็ตรงเมนูภาษาไทย ลูกค้าร้านนี้มีชาวไทยมาใช้บริการเยอะขนาดที่ต้องทำเมนูภาษาไทยเลยหรอนี่ แปลแล้วงงดี อ่านกี่ทีก็แอบขำ ประหนึ่งจับประโยคและคำมาวางใน Google translate แล้วปริ้นมา แต่ว่าก็ดีกว่าที่ต้องดูเมนูภาษาญี่ปุ่นก็แล้วกัน
                หน้าร้าน Mutekiya ramen ติดถนนใหญ่ใกล้ๆ กับห้าง Seibu มีสัญลักษณ์เป็นกระทะใบใหญ่สามใบเรียงกันติดอยู่ด้านบนประตูทางเข้า พี่น้องบ้านเรานิยมเรียกร้านนี้ว่า ราเมน 3 กระทะ ถ้าเกิดกระทะใบใดใบหนึ่งหล่นลงมามีหวังหัวแตกซดเลือดแทนน้ำรางเมนก็เป็นได้
                พนักงานต้อนรับชายเรียกเมื่อถึงคิวและพาไปที่นั่ง ในร้านมีโต๊ะเพียง 2 แถว ประมาณ 15 ที่นั่ง ทำให้ไม่วุ่นวายและเสียงดัง แถวนึงนั่งหันหน้าไปทางกระจกข้างร้าน หันหลังให้ครัว อีกแถวนั่งติดกับครัวหันหลังออกทางกระจงข้างร้าน สามารถมองวิธีการทำราเมงจากพ่อครัวได้ แน่นอนเราได้นั่งแถวนี้ ทำให้ได้เห็นวิธีการลวกเส้น การเสิร์ฟราเมนพร้อมกับฝีมือการปรุงน้ำซุป
                พ่อครัวยืนชามราเมนชามใหญ่ผ่านช่องกั้นระหว่างครัวกับที่นั่งมาให้  พร้อมกับเครื่องปรุง กลิ่นหอมของน้ำซุปเข้มข้นสีเหลืองทอง มีไข่ไก่อยู่ครึ่งฟอง หมู 2 ชิ้น หน่อไม้ญี่ปุ่น ราเมนชามใหญ่ที่ตั้งอยู่ตรงหน้าผมช่างยวนยวนเกินจะอดใจไหว เราละเลงถ่ายรูปเกินหน้าเกินตาลูกค้าคนอื่นๆ ในร้าน
                รสชาติคำแรกหลังจากได้ชิมอยากจะร้องโออิชิให้ดังจนคนในร้านตกใจ ความกลมกล่อมของซุปกับเส้นนุ่มๆ บวกกับความหิวทำให้ราเมนชามนี้อร่อยมากขึ้นอีก คุ้มค่ากับที่เข้าคิวรอเกือบครึ่งชั่วโมง แม้แต่น้ำซุปก็ไม่เหลือไว้แม้แต่หยดเดียว

                พลังงานจากราเมนชามที่กินไปน่าจะประมาณ 400 กิโลแคลอรี่น่าจะช่วยให้มีแรงเดินได้อีกหลายชั่วโมง เราเดินจากหน้าร้านไปทางซ้ายมือแวะเข้า Seibu ห้างสรรพสินค้าชื่อดังในย่านนี้ที่มีชั้นดาดฟ้าเป็นสวนที่เต็มไปด้วยต้นไม้และสระน้ำเล็กๆ แต่อากาศบ่ายวันนี้ไม่ได้ทำให้สวนน่าพิศมัยและชวนหลงไหลต่อการถ่ายรูปสักเท่าไหร่ ถ้ามารับลมช่วงเย็นๆ คงจะดีกว่า ขาที่เต็มไปด้วยพลังงานอันล้นเหลือก้าวเข้าร้านนั้นออกร้านนี้ ทั้งร้านสินค้าไอที หรือจะเป็นร้านหุ่นยนต์ก็ไม่พลาด เราเดินข้ามถนนในเมืองใหญ่ที่มีคนเดินสวนกันเป็นพันเป็นร้อย คนต่างคนก็แต่งตัวในแบบของตัวเองมีทั้งนักท่องเที่ยวแล้วเจ้าถิ่น เต็มไปด้วยความวุ่นวายแต่ไร้เสียงเครื่องยนต์สี่ล้อ แฝงไปด้วยความรียบง่าย อะไรดลใจให้ทุกคนมาที่นี่วันนี้ คนบนโลกกี่ร้อยกี่พันล้าน อะไรดลให้เราบังเอิญสบตากับคนหนึ่งคนที่เดินสวนกันและจากกันไป อะไรสามารถฉุดให้คนสองคนหยุดคุยกันได้ผมจะทำ

 

                เท้าที่ก้าวด้วยความเร็วคงที่พาเรามาถึงย่านสำคัญของที่นี่ ถนน “SUNSHINE 60 Street” ทางด้านหน้าสถานีรถไฟ Ikebukuro ที่เต็มไปด้วยร้านชื่อดังทั้งมากมายมารวมตัวกันอยู่ที่นี่ ช่วงเวลาสนุกเริ่มต้นอีกครั้ง นักช้อปขาจรกระเป๋าแบนเดินไปร้านไหนก็เจอแต่ของถูกใจเต็มไปหมด ถนนที่ถูกปิดให้เหล่าบรรดาขาช็อปได้เดินโดยไม่ต้องกังวล
                เอมแยกไปถ่ายรูปตามถนน ผมเลือกของในร้านแห่งหนึ่งหาของที่เพื่อนฝากซื้อจนได้ครบทุกอย่าง เราออกมาเจอกันข้างหน้าพร้อมกับโค๊กที่กดจะตู้ขายอัติโนมัติที่วางเรียงรายจนเลือกไม่ถูกพร้อมกับกล้องถ่ายรูปที่คอยสอดส่องไปตามมุมต่างๆ ได้รูปถ่ายมากมายจนเลือกไม่ถูก

                เอมเดินนำ ผมเดินตาม เราเดินไปที่จุดหมายเดียวกันคือตึก “Sunshine City”
                ตึก “Sunshine City” มีไฮไลท์อยู่หลายอย่างที่เราตั้งใจจะไปดู ข้างๆ ตึกเป็นสวนสาธารณะที่เต็มไปด้วยต้นไม้และมีทั้งชาวญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวกำลังนั่งจู๋จี๋ บ้างก็นั่งพัก บ้างก็แสดงความรักกอดจูบลูบลำ ทำให้นึกถึงเพลงพี่เวย์ “ก็ความรักไม่ใช่ความลับถ้าอยากจะรักทำไมต้องปิด….โชว์สิ ทำไมไม่โชว์ล่ะ อยากจะรู้จริงๆ ว่าเธอล่ะโม้หรือเปล่า”
                สัตว์โลกผู้น่ารักออกมาวิ่งเล่นเรียกความสนใจให้เหล่าบรรดาผู้รักเหมียวได้ถ่ายรูป หลายตัวออกมาวิ่งเล่นและกินขนมที่คนเอามาให้ บางตัวแอบเขินหลบอยู่ในพุ่มไม้จนต้องเข้าไปดุ้มๆ มองๆ เหมียวบางตัวเหมือนถูกเลือกให้เป็นหัวหน้าทีมของที่นี่ ทำหน้าที่ปกป้องสมาชิกในกลุ่ม ออกมาเอาอาหารแล้วกลับเข้าไปแบ่งให้เพื่อนใต้พุ้มไม้
                ด้านบนของตึก Sunshine City มีพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำอยู่ชั้นดาดฟ้า เรามาถึงช่วงเย็นพระอาทิตย์กำลังตกคงเป็นช่วงเวลาที่สวยมากแน่ๆ แต่ฟ้าก็ไม่ได้เข้าข้างเราเสมอไป แถวที่กำลังรอคิวซื้อบัตรเข้าชมพิพิธภัณฑ์ยาวจนมองไม่เห็นเคาเตอร์ วนไปมาหาปลายแถวไม่เจอ อาจเพราะวันนี้เป็นวันอาทิตย์ พ่อแม่พาลูก พาหลานออกมาเที่ยวกัน ผมกับเอมเลยอดดูทั้งสัตว์น้ำที่เค้ารีวิวกันว่าสวยนักสวยหนา มีทั้งฝูงปลาเป็นพันๆ ตัว อควาเรียมใต้น้ำและพระอาทิตย์ที่กำลังจะตกดิน

                เราเปลี่ยนมาเดินในส่วนของห้างสรรพสินค้า หาว่ามีอะไรในห้างบ้างที่น่าสนใจ
                Namja Town สวนสนุกที่เต็มไปด้วยเด็ก 10 ขวบ น่าจะช่วยให้เราหายเบื่อกับช่วงเวลาที่เหลือได้ เด็กๆ กำลังเข้าคิวรอซื้อบัตร ดูจากแผ่นพับอธิบายรายละเอียดเครื่องเล่นคิดว่าคงไม่เหมาะกับผู้ใหญ่อย่างเราสักเท่าไหร่เลยซื้อเลือกซื้อแค่บัตรเข้าชมเท่านั้น
                โซนด้านหน้ามีแมวญี่ปุ่นกำลังเต้นแสดงต้อนรับ ดึงเอาเด็กๆ เข้าไปเต้นด้วย บ้างหัวเราะชอบใจ บ้างส่งเสียงให้กำลังใจ ด้านในมีการตกแต่งแบ่งเป็นโซนต่างๆ แต่เนื่องจากอยู่ใต้ตึกจึงไม่ได้มีเครื่องเล่นที่หวาดเสียวหรือยิ่งใหญ่อะไร มีเพียงเขาวงกตเล็กๆ ซุ้มต่างๆ ผมเดินไปวนไปมาซ้ำๆ ที่เดิมอยู่หลายครั้ง เด็กหลายคนกำลังวิ่งเล่นเหมือนตามหาตัวการ์ตูนโปรเกมอน ในมือถือเครื่องจับสัญญาณวิ่งไปตามมุมต่างๆ หรือกำลังตามเก็บวิญญาณ เด็กคนหนึ่งวิ่งมาที่ผมยืนอยู่แล้วมองสัญญาณในเครื่องว่าอยู่ที่ตำแหน่งนี้ เหมือนว่าเรากำลังยืนทับที่วิญญาณที่เด็กกำลังตามหาอยู่ ทำเอาต้องขอโทษขอโพยเจ้าที่กันไปใหญ่
                โชนของกินตกแต่งเหมือนร้านอาหารญี่ปุ่นสมัยโบราณ จัดเป็นซุ้มประดับด้วยโคมไฟสีแดงส้ม ผู้ใหญ่ที่รอลูกหลายวิ่งเล่นก็มานั่งรอ นั่งหาของกินแถวนี้ ร้านค้ามีให้เลือกมากมายทั้งอาหารคาวและขนมหวานจนเลือกไม่ถูก

 

                เราเหนื่อยมากพอแล้ว ไอศกรีมลูกเล็กๆ ใน Namja Town ไม่ได้ให้พลังงานมากพอจะมีแรงเดินต่อ
                มื้อสุดท้ายในวันนี้จะเป็นอะไร เรายังคิดไม่ตก จะไปกินอะไรให้ดูพิเศษสมเป็นมื้อสุดท้าย ในวันสุดท้าย
                ร้านค้าแนะในในเว็บไซต์ย่านนี้มีมากมาย จนสะดุดตาที่ ร้านชื่อคุ้นหูที่มีเกลื่อนในไทย .. “OOTOYA”
                บนหัวมุมถนนมีตึกเล็กๆ ที่ล้อมไปด้วยตึกสูงใหญ่ ทันสมัยอยู่กลางซอย ไม่น่าเชื่อว่านี่จะเป็นที่ตั้งของ OOTOYA สาขาแรกเพราะทุกอย่างดูใหม่และทันสมัยไปหมด

                พนักงานกล่าวทักทายพร้อมพาไปที่นั่งในร้านที่ตกแต่งแบบผสมผลานระหว่างร้านอาหารปัจจุบันกับแบบโบราณ โต๊ะไม่ได้เยอะจนอึดอัด ลูกค้าก็ยังไม่ได้แน่น วุ่นวาย ทำให้เราได้ถ่ายรูปร้านตามมุมต่างๆ โต๊ะอาหารหันหน้าชนกับลูกค้าอีกกลุ่มที่อยู่ฝั่งตรงข้ามแต่ก็ไม่ได้ติดกันจนนั่งสบตาหรือได้ยินเสียงเต้นของหัวใจ แต่มีแจกันดอกไม้วางกั้นอยู่ตรงกันให้พอหลบตาและแอบมองได้เป็นระยะ
                “กินอะไรดีนะ” เป็นคำถามที่ตอบยากที่สุดไม่ว่าจะมื้อไหน ประเทศไหน ช่วงเวลาไหน ใครก็เป็น
                เมนูในร้านน่ากินจนเลือกไม่ถูกจนเห็นบางอย่างพิเศษที่ร่างกายขาดมันไปแล้ว 9 วัน นั่นก็คือ ไก่
                ผมนึกขึ้นได้ว่ามาญีปุ่นเป็นวันที่ 9 แล้ว ทุกวันกินแต่หมู มื้อนี้แหละจะได้กินไก่สักที พนักงานรีบรับออเดอร์แล้วหันไปโดยไม่สนใจว่าเราจะสั่งอย่างอื่นเพิ่มหรือไม่ สงสับเค้าจะเหวี่ยงที่ยืนรอเราเลือกอาหารอยู่นาน

โอโตยะเปิดสาขาแรกที่ย่าน Ikebukuro ในปี ค.ศ. 1958 โดยคุณ Mr. Eiichi Mitsumori ซึ่งจะขายอาหารทุกเมนูในราคา 50 เยน ชาวญี่ปุ่นจึงเรียกว่า “¥50 Shokudo” (โกจู้เยน โชคุโด) ชื่อเต็มๆ คือ “OOTOYA SHOKUDO” โดยคำว่า โอโตยะ มาจากชื่อสวนองุ่นของพ่อคุณ Mitsumori และในภาษาญี่ปุ่นยังแปลว่า ประตูใหญ่อีกด้วย ต่อมาคุณ Mr. Hisami Mitsumori  ลูกชายคุณ Mitsumori ได้ก่อตั้ง OOTOYA Corporation ในปี ค.ศ. 1983 และยังคงเน้นคอนเซ็ป OOTOYA เป็น Homemade style เช่นเดิม

                ลูกค้าในร้านเริ่มลุกออกไปที่ละคน สองคน ลุกค้าหน้าใหม่เริ่มเข้ามาแทนที่ พนักงานคนเดิมมาเดินมาพร้อมถาดใบใหญ่ กลิ่นหอมไก่ย่างที่ถูกหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ติดมันเล็กน้อย เสิร์ฟในชามเดียวกับสลัด ข้าว เครื่องเคียงและน้ำซุปหอมๆ วางอยู่ตรงหน้า ไม่รีรอที่จะกินด้วยความหิวขั้นสุดจนหยุดไม่ไหว อาหารมื้อนี่เป็นมื้อแรกที่กินจนหมดไม่เหมือนแม้แต่น้ำซุป สลัด ข้าวและคงเป็นอาหารมื้อเย็นมื้อสุดในร้าน OOTOYA สาขาแรกท้ายก่อนจะกลับแล้วในวันพรุ่งนี้
                แม้ว่าจะอิ่มจากมื้อเย็นวันนี้จะไม่สามารถยัดอะไรลงไปในกะเพาะได้แล้ว แต่เราก็ยังสึกไร้เรี่ยวแรงจะเดินต่อ สัญญาณของร่างกายคงกำลังจะเตือนอะไรบางอย่าง ร่างกายที่ถูกใช้งานอย่างหนักหน่วงมาหลายวันจะกำลังจะหมดพลังแล้ว ถ้ากล้ามเนื้อพูดได้ คงอ้อนวอนเราให้หยุดพัก ตอนนั้นได้แต่ข่มตา กัดฟันเดินไปให้ถึงสถานีรถไฟ ก่อนจะทิ้งร่างลงไปบนพื้น
                หากจะบอกว่าทริปนี้เราเทียวกันเกินกำลังก็น่าจะไม่ผิด เพราะแต่ละวันเราผจญภัยจนไม่สงสารร่างกาย ไหนจะเดิน ไหนจะวิ่ง ไหนจะปีนเขา แต่หากจะบอกว่ายังน้อยไปสำหรับบางคนก็ยอมรับ เพราะญี่ปุ่นให้โควต้าเราเที่ยวได้ตัง 15 วัน ร่างกายคนเราก็แปลกดี ไม่ว่าจะเที่ยว 4 วัน หรือ 9 วัน  วันสุดท้ายก่อนกลับมักจะหมดแรงเอาดื้อๆ หรือที่หมดแรงไม่ใช่ร่างกายแต่เป็นหัวใจ

 


17 – ความสุขอยู่ที่ใจ ใช่สิ่งของเสมอไป


 

                เคยเป็นไหม….เรามักจะเกลียดเสียงที่ตั้งเป็นนาฬิกาปลุกตอนเช้าที่สุด อาจจะเป็นเพราะเสียงนั้นมันทำให้เราตอนตื่นจากที่นอนนุ่มๆ เสียงนั้นมันทำให้เราหงุดหงิดจนต้องกดปิด ถ้าเป็นนาฬิการาคาถูกคนเขวี้ยงทิ้งไปแล้ว เราทนฟังเสียงนาฬิกาปลุกให้จบไม่ได้เลยสักครั้ง เสียงนั้นกำลังเตือนผม
                เสียงนาฬิปลุกตอนตี 5 ที่ตั้งไว้ทำงานแล้วจำเป็นต้องลุกแล้วสินะ แม้ว่าจะขี้เกียจขนาดไหนก็ตามเพราะถ้าสายกว่านี้ตกรถแน่ๆ โชคดีที่เก็บของเรียบร้อยตั้งแต่เมื่อวานทำให้เช้านี้ไม่ต้องกะวนกะวายว่าต้องลืมอะไรแค่อาบน้ำแต่งตัวนิดหน่อยก็เรียบร้อย
                เอมมาส่งผมขึ้นรถบัสไปที่สนามบินที่สถานีรถไฟแห่งหนึ่งใกล้ที่พัก เอมเลือกที่จะไปสนามบินด้วยรถบัสเพราะราคาถูกกว่าและเดินทางเร็วกว่าไม่ต้องเข้าไปต่อรถไฟในเมืองในเสียเวลา ผมก็เลยเลือกวิธีเดียวกันด้วย ในมือซ้ายลากกระเป๋าเดินทางขนาด 20 นิ้ว มือขวาถือถุงรองเท้าที่เพื่อนฝากซื้อและสะพายเป้อีกหนึ่งใบ ส่วนเอมช่วยถือร่มกับถุงของฝากอีกใบนึง
                เสียงแปลกๆ เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ จากกระเป๋าเดินทาง “เชี่ยแล้ว กระเป๋าแตก” ผมลากกระเป๋าด้วยสองล้อด้านหลังจากที่พักมาสถานีรถไฟ แทนที่จะใช้ 4 ล้อ ทำให้น้ำหนักมันไม่สมดุลจนสองล้อข้างหลังแตกเป็นรูกว้างแต่โชคดีที่ข้างในชั้นที่เป็นผ้ารองอีกชั้นเลยไม่มีอะไรหลุดออกมา “คงไม่เป็นไรหรอก” ผมบอกเอมพร้อมอารมณ์เซงหน่อยๆ
                จากสถานีรถไฟใกล้ที่พักมาถึงสถานีรถบัส เอมส่งกระเป๋าทั้งหมดที่ถือมาให้เราต่างก็แยกย้ายกันไปคนละทางผมเดินทางกลับส่วนเอมอยู่ต่ออีก 5 วันเพื่อเก็บข้อมูลอีกหลายอย่าง “โชคดีนะ ไว้เจอกันที่ไทย” เราบอกลากัน

                “ไปนาริตะหรือฮาเนดะครับ” พนักงานเก็บเงินถาม
                “นาริตะครับ” ผมตอบพร้อมยื่นค่าโดยสาร 1500 เยนให้พนักงานแล้วเดินขึ้นรถ

                จาก 3 วันแรกที่มาที่นี่ อยากเลื่อนตั๋วกลับให้เร็วขึ้น อยากกลับบ้าน ผ่านไป 10 วันเราปรับตัวได้จนอยยากอยู่ต่อ แต่เวลาสนุกหมดลงแล้ว อีกไม่กี่ชั่วโมงจากที่เรามองฟ้าที่โตเกียวจะกลายเป็นฟ้าที่ประเทศไทยเวลาผ่านไปหัวใจเก็บไว้แค่ความทรงจำ
                รถบัสวิ่งผ่านบ้านเรือนนับร้อยหลัง ความเงียบสงบของชุมชนต่างๆ ในเช้าวันนี้ยังคงเหมือนเช่นทุกวัน ทุ่งนาเขียวขจีกว้างสุดลูกหูลูกตาเป็นการบอกว่าเรากำลังจากเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยผู้คนแล้ว ผู้มาเยือนนับสิบกำลังจะจากที่นี่กลับไปยังถิ่นฐานของตัวเอง และเจ้าถิ่นที่นี่กำลังจะไปเยือนสถานที่อื่นๆ บ้าง
                ผ่านไปชั่วโมงกว่าๆ เราก็ถึงสนามบินนาริตะเรียบร้อย ตัวผมหิ้วกระเป๋าลงรถเหมือนคนอพยพไปที่ไหนสักแห่ง มองหาตาชั่งเพื่อจัดแจงน้ำหนักกระเป๋าใหม่ หยิบชิ้นนั้นใส่ใบนี้ หยิบชิ้นนี้ใส่ใบโน้น โชคดีที่กระเป๋าเดินทางน้ำหนักไม่ถึง 20 กก.  ทำให้เพิ่มของได้อีกเล็กน้อยและโหลดลงใต้เครื่องอีกกับเป้อีกใบ ส่วนในมือถือถุงรองเท้า ร่มอีกหนึ่งคันและสะพายเป้อีกหนึ่งใบ ร่มที่ซื้อด้วยราคา 600 เยนบนภูเขาไฟฟูจิถูกเอากลับมาด้วย มันผ่านร้อน ผ่านฝน ผ่านหนาวไปกับเรามาหลายที่จนรู้สึกผูกพันธ์
                เรากำลังก้าวเท้าผ่านเจ้าหน้าที่ตรวจกระเป๋า ในถุงรองเท้ามีโฟมล้างหน้าขนาด 150 กรัมอยู่ 2 หลอดพนักงานแจ้งเพราะเครื่องตรวจสอบเจอ “ผมลืมหยิบออก” พึ่งจะนึกขึ้นได้แต่สายไปแล้ว ตอนจัดแจงสัมภาระลืมแยกใส่กระเป๋าใต้เครื่อง แอบเสียดายแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ พนักงานก็ยังคงต้องทำตามระเบียบ ใจเขาใจเรา เมื่อเราเข้าใจในหน้าที่ก็ย่อมอภัยให้กันและกันได้ คนที่ผิดน่าจะเป็นตัวเองที่ไม่รอบครอบ เจ้าโฟมล้างหน้าหลอดใหม่ที่ยังไม่ถูกเปิดใช้เลยต้องถูกทิ้งลงถังขยะพร้อมกับสินค้าของคนอื่นที่น้ำหนักเกินกำหนด
                เสียงประกาศขึ้นเครื่องของสายการบินขึ้น ผู้โดยสายเริ่มทะยอยขึ้นเครื่องจนเหลือกลุ่มสุดท้ายก็รวมทั้งผมด้วย ใจหายนิดหน่อยต้องกลับแล้ว หัวใจพองโตเริ่มกลับมาเป็นขนาดปกติ อาหารที่เคยละมุนลิ้นแบบที่นี่คงหาไม่ได้แล้ว ความเรียบง่ายของบ้านเรือน ความทันสมัย ความเป็นระเบียบที่เราหลงใหลคงไม่เจอแล้ว
                หากเรายึดติดกับสิ่งเหล่านี่เราก็คงจะไม่มีความสุข แต่ควรปล่อยวางและคิดว่าความสุขอยู่ที่ใจของเราใช่สิ่งของเสมอไป

 

Tokyo Diary | บันทึก 1-5 วันแรกที่โตเกียว

Tokyo Diary | บันทึก 6-9 ออกไปเที่ยวในต่างเมือง

Tokyo Diary | บันทึก 10-13 ปีนฟูจิไม่โหดอย่างที่คิด

Tokyo Diary | บันทึก 14-17 การเดินทางที่สิ้นสุด